การให้อาหารทางสายยางที่บ้านทำได้ปลอดภัยเมื่อครอบครัวได้รับการสอนก่อนกลับบ้าน หลักสำคัญมี 5 ข้อ คือตรวจตำแหน่งสายก่อนให้ทุกครั้ง ยกศีรษะสูงระหว่างให้และหลังให้อย่างน้อย 30 นาที ให้อาหารช้า ๆ ตามปริมาณที่กำหนด ล้างสายด้วยน้ำสะอาดหลังให้ และเปลี่ยนสายตามกำหนดของโรงพยาบาลโดยพยาบาลวิชาชีพ ซึ่งมาเปลี่ยนที่บ้านได้ในราคาเริ่ม 1,600 บาทต่อครั้ง ไม่ต้องพาท่านไปโรงพยาบาล
สายให้อาหารทางจมูกเป็นสิ่งที่ครอบครัวกลัวที่สุดตอนรับคุณพ่อคุณแม่กลับบ้าน เพราะดูเป็นเรื่องของโรงพยาบาล แต่ในความจริง ครอบครัวจำนวนมากดูแลได้ดีที่บ้านเมื่อรู้ขั้นตอนที่ถูกต้องและรู้ว่าอะไรที่ต้องให้พยาบาลทำ บทความนี้เขียนจากมุมของพยาบาลที่เข้าไปสอนครอบครัวจริง
1. ใครทำอะไรได้บ้าง
การใส่สายและเปลี่ยนสายต้องเป็นพยาบาลวิชาชีพเท่านั้น เพราะต้องตรวจสอบว่าปลายสายอยู่ในกระเพาะไม่ใช่ปอด ส่วนการให้อาหารตามรอบเมื่อสายใส่อยู่แล้ว ครอบครัวหรือนักบริบาลทำได้เมื่อได้รับการสอนและฝึกทำต่อหน้าพยาบาลจนมั่นใจ
KIN HomeCare มีพยาบาลวิชาชีพมาเปลี่ยนสายให้อาหารที่บ้านเริ่ม 1,600 บาทต่อครั้ง และสอนครอบครัวในครั้งเดียวกัน ส่วนบ้านที่ต้องการคนดูแลประจำ นักบริบาลกะ 12 ชั่วโมง 1,800 บาทต่อวันสามารถให้อาหารทางสายตามรอบได้หลังจากพยาบาลสอนแล้ว
2. ก่อนให้อาหารทุกครั้ง ตรวจ 3 อย่าง
- ตำแหน่งสาย ดูว่าขีดที่ทำไว้บนสายยังอยู่ตรงปลายจมูกเท่าเดิม ถ้าสายเลื่อนออกมาหลายเซนติเมตร ห้ามให้อาหาร ให้โทรปรึกษาพยาบาล
- ท่านอน ยกหัวเตียงหรือหนุนให้ศีรษะและลำตัวสูงอย่างน้อย 30 ถึง 45 องศา และคงท่านี้ไว้อย่างน้อย 30 นาทีหลังให้เสร็จ เพื่อลดการไหลย้อนและสำลัก
- อาการของท่าน ถ้าท้องอืดมาก ไอ หายใจเหนื่อย หรือซึมกว่าปกติ ให้เลื่อนการให้และปรึกษาพยาบาลก่อน
3. ขั้นตอนการให้อาหารที่ถูกต้อง
- ล้างมือให้สะอาด เตรียมอาหารให้อุ่นเท่าอุณหภูมิห้อง ไม่ร้อน
- ปล่อยอาหารไหลตามแรงโน้มถ่วงช้า ๆ ใช้เวลาประมาณ 15 ถึง 30 นาทีต่อมื้อ การดันเร็วทำให้ท้องอืด ท้องเสีย และเสี่ยงสำลัก
- ให้ปริมาณตามที่นักกำหนดอาหารหรือแพทย์ระบุ ไม่เพิ่มเองแม้ท่านดูผอมลง ให้แจ้งทีมเพื่อปรับสูตรแทน
- หลังอาหารหมด ล้างสายด้วยน้ำสะอาด 30 ถึง 50 มิลลิลิตร เพื่อไม่ให้สายอุดตัน
- ปิดจุกสายให้แน่น เก็บสายให้เรียบร้อยไม่ให้ท่านดึงโดยไม่รู้ตัว
การให้ยาทางสายให้บดยาละเอียดและละลายน้ำทีละชนิด ให้แล้วล้างสายทุกครั้ง และถามเภสัชกรก่อนว่ายาชนิดนั้นบดได้หรือไม่ เพราะยาบางชนิดห้ามบด
4. อาหารที่ให้ทางสาย
ใช้สูตรอาหารทางการแพทย์สำเร็จรูปหรืออาหารปั่นผสมตามสูตรที่นักกำหนดอาหารของโรงพยาบาลให้มา อาหารปั่นเองต้องปั่นละเอียดและกรอง ไม่ให้มีกาก ทำสดใหม่ทุกมื้อหรือเก็บในตู้เย็นไม่เกิน 24 ชั่วโมง
ปริมาณน้ำทั้งวันสำคัญไม่แพ้อาหาร ผู้สูงอายุที่ได้อาหารทางสายมักได้น้ำน้อยกว่าที่ควรจนปัสสาวะเข้มและท้องผูก ให้น้ำเปล่าเพิ่มระหว่างมื้อตามที่ทีมกำหนด
5. สัญญาณที่ต้องโทรพยาบาลทันที
- ไอ สำลัก หรือหายใจเหนื่อยระหว่างหรือหลังให้อาหาร
- สายเลื่อนออกมา หรือดึงหลุด ห้ามใส่กลับเอง
- อาหารไม่ไหล สายอุดตันแม้ลองล้างด้วยน้ำอุ่นแล้ว
- ท้องอืดมาก อาเจียน ท้องเสียหลายครั้ง หรือไม่ถ่ายหลายวัน
- มีไข้ เสมหะเปลี่ยนสี หรือซึมลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของปอดอักเสบจากการสำลัก
- ผิวรอบจมูกเป็นแผลหรือมีเลือดออก
เรื่องที่ครอบครัวต้องรู้คือ การสำลักเงียบ ๆ ที่ไม่มีอาการไอชัดเจนเกิดได้ในผู้สูงอายุ ถ้าท่านมีไข้ต่ำ ๆ หรือซึมโดยไม่มีสาเหตุ ให้แจ้งทีมเสมอ
6. เปลี่ยนสายตามกำหนด และมองไปข้างหน้า
สายให้อาหารต้องเปลี่ยนตามกำหนดที่โรงพยาบาลระบุ ซึ่งต่างกันตามชนิดของสาย การปล่อยสายไว้นานเกินกำหนดเสี่ยงติดเชื้อและสายเสื่อม พยาบาลของ KIN HomeCare มาเปลี่ยนที่บ้านได้ในนัดเดียว ไม่ต้องเคลื่อนย้ายท่าน
สายให้อาหารทางจมูกส่วนใหญ่เป็นเรื่องชั่วคราว ผู้ที่พ้นระยะวิกฤตแล้วหลายรายฟื้นการกลืนกลับมาได้ด้วยการฝึกกลืนกับนักกิจกรรมบำบัดหรือนักกายภาพบำบัด ควรถามแพทย์ในทุกนัดว่าท่านพร้อมประเมินการกลืนอีกครั้งหรือยัง เพราะการกลับมากินทางปากได้คือคุณภาพชีวิตที่ต่างกันมาก
ติดต่อ KIN HomeCare โทร 061-881-9399 สำหรับดูแลผู้สูงอายุ พยาบาลที่บ้าน และเช่าอุปกรณ์ หรือ 095-767-6307 สำหรับกายภาพบำบัดที่บ้าน · LINE @KINHOMECARE · ให้บริการทั่วประเทศ ปรึกษาเบื้องต้นไม่มีค่าใช้จ่าย
เขียนโดย พว.อรฤทัย บุญตวง ว.5311192883 พยาบาลวิชาชีพ ผู้จัดการสาขา KIN สุขุมวิท 107 · ตรวจสอบและรับรองโดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ ว.40854 · ราคาอ้างอิงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2569 อาจเปลี่ยนแปลง โปรดยืนยันกับเจ้าหน้าที่
บทความนี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลเบื้องต้น ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์เฉพาะราย ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินเป็นรายบุคคล


