แผลเบาหวานที่เท้าดูแลอย่างไร คำตอบสั้นที่สุดคือ ต้องหาให้เจอเร็วและส่งให้ผู้เชี่ยวชาญดูเร็ว เพราะคนเป็นเบาหวานมักชาที่เท้า แผลเล็ก ๆ จึงไม่เจ็บและถูกปล่อยไว้จนลุกลาม ครอบครัวทำได้ 3 อย่างที่ได้ผลจริง คือ ตรวจเท้าคุณพ่อคุณแม่ทุกวัน ดูแลผิวเท้าที่ยังไม่มีแผลให้ถูกวิธี และเมื่อเห็นแผลใหม่ให้แพทย์ประเมินภายในวันทำการถัดไป ส่วนแผลที่บวมแดงร้อน มีหนอง นิ้วเขียวคล้ำ หรือมีไข้ร่วม ต้องไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่รอดูอาการ
ภาพที่พยาบาลเยี่ยมบ้านเจอบ่อยคือ คุณแม่เป็นเบาหวานมาหลายปี ใส่รองเท้าแตะเดินในบ้านทุกวัน วันหนึ่งลูกสาวเห็นรอยเปื้อนน้ำเหลืองที่ถุงเท้า ถอดดูถึงเจอแผลที่ฝ่าเท้าขนาดเท่าเหรียญ คุณแม่บอกว่า "ไม่เห็นเจ็บเลย" ทั้งที่แผลอาจเกิดมาหลายวันแล้ว บทความนี้เขียนให้ลูกหลานที่ดูแลผู้สูงอายุเป็นเบาหวานที่บ้าน ว่าควรตรวจอะไร ทำอะไรได้เอง อะไรห้ามทำ และเมื่อไรต้องส่งต่อให้แพทย์หรือพยาบาล
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- เบาหวานอาจทำให้เท้าชาและเลือดไปเลี้ยงเท้าลดลง โดยเฉพาะผู้ที่เป็นมานานหรือมีปัจจัยเสี่ยง แผลจึงอาจไม่เจ็บ หายช้า และติดเชื้อง่าย ความไม่เจ็บไม่ได้แปลว่าแผลไม่รุนแรง
- ตรวจเท้าทุกวันให้ทั่ว ทั้งหลังเท้า ฝ่าเท้า ส้นเท้า ซอกนิ้ว และเล็บ ถ้ามองฝ่าเท้าไม่ถึงให้ใช้กระจกหรือให้ลูกหลานช่วยดู
- ห้ามแช่เท้า ห้ามใช้กระเป๋าน้ำร้อน ห้ามตัดหนังด้านหรือตัดแต่งแผลด้วยของมีคมเอง ห้ามเลือกยาทาหรือสมุนไพรมาใส่แผลเอง
- เห็นแผลใหม่ ตุ่มพอง หรือผิวแตก แม้เล็กและไม่เจ็บ ให้แพทย์หรือคลินิกเท้าเบาหวานประเมินภายในวันทำการถัดไป
- แผลร่วมกับไข้ หนาวสั่น ซึม หรือนิ้วเขียวคล้ำ ดำ บวมแดงร้อนลามเร็ว มีหนองหรือกลิ่นเหม็น ไปโรงพยาบาลทันที
- เมื่อแพทย์วางแผนทำแผลแล้ว ครอบครัวทำตามแผนนั้นเอง หรือให้พยาบาลวิชาชีพมาทำแผลที่บ้านตามแผนการรักษาของแพทย์ก็ได้
1. ทำไมแผลเบาหวานที่เท้าลุกลามเร็วกว่าแผลทั่วไป
แผลเบาหวานลุกลามเร็วเพราะอาจมีปัจจัย 3 อย่างซ้อนกัน คือ ชา เลือดไปเลี้ยงน้อย และติดเชื้อง่าย ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นเบาหวานจะมีครบทุกข้อ แต่ยิ่งเป็นมานานหรือคุมน้ำตาลได้ไม่ดี โอกาสยิ่งสูง และเมื่อเกิดขึ้น แผลที่คนทั่วไปหายเองได้ในไม่กี่วันอาจกลายเป็นแผลเรื้อรัง ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่าประมาณครึ่งหนึ่งของผู้เป็นเบาหวานมีเส้นประสาทเสื่อมบางรูปแบบ แพทย์จึงต้องประเมินความเสี่ยงของเท้าเป็นรายคน
- ชา (เส้นประสาทเสื่อม) ระดับน้ำตาลที่สูงนาน ๆ อาจทำให้เส้นประสาทปลายเท้าเสื่อม ท่านจึงอาจไม่รู้สึกว่ารองเท้ากัด มีเศษหินในรองเท้า หรือน้ำร้อนเกินไป สัญญาณเตือนที่ควรบอกแพทย์คือ เท้าชา เหน็บ หรือปวดแสบปวดร้อน
- เลือดไปเลี้ยงน้อย ผู้ที่หลอดเลือดส่วนปลายตีบ แผลจะหายยาก แพทย์จึงมักตรวจชีพจรที่เท้าหรือส่งตรวจการไหลเวียนเลือดก่อนวางแผนทำแผล
- ติดเชื้อง่าย เชื้อโรคเข้าทางรอยแตกเล็ก ๆ ได้ และในผู้สูงอายุ การติดเชื้ออาจไม่ปวดมาก บางครั้งสัญญาณแรกที่ญาติเห็นคือท่านซึมลง เบื่ออาหาร หรือน้ำตาลแกว่งผิดปกติ
- แรงกดซ้ำที่จุดเดิม ฝ่าเท้าใต้โคนนิ้ว ส้นเท้า และนิ้วที่ผิดรูปรับน้ำหนักทุกก้าว หนังด้านหนาตรงนั้นเป็นสัญญาณว่ามีแรงกดสูง และเป็นจุดที่เกิดแผลบ่อย
เรื่องการคุมน้ำตาล ยา และการฉีดอินซูลินมีรายละเอียดอยู่ในบทความ ดูแลผู้สูงอายุเป็นเบาหวานและฉีดอินซูลินที่บ้าน บทความนี้จะโฟกัสเฉพาะเท้าและแผล
2. ตรวจเท้าเบาหวานทุกวันทีละขั้น ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที
ตรวจเท้าทุกวันเป็นสิ่งที่ได้ผลมากที่สุดที่ครอบครัวทำได้เอง เพราะแผลที่เจอตั้งแต่วันแรกจัดการง่ายกว่าแผลที่เจอหลังผ่านไปหนึ่งสัปดาห์มาก แนวทางเวชปฏิบัติโรคเบาหวานของไทยและศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) แนะนำให้ตรวจเท้าทุกวันเหมือนกัน

ขั้นตอนตรวจเท้า
- เลือกเวลาเดิมทุกวัน เช่น หลังอาบน้ำเย็นหรือก่อนนอน ในที่แสงสว่างพอ
- ให้ท่านนั่งบนเก้าอี้มีพนักพิง ไม่ยืนขาเดียวยกเท้าดู
- ดูหลังเท้าและข้อเท้าทั้งสองข้าง หารอยแดง บวม รอยถลอก หรือรอยรองเท้ากด
- ดูฝ่าเท้า โคนนิ้ว และส้นเท้า ถ้าท่านก้มไม่ถึงหรือสายตาไม่ดี ใช้กระจกส่องหรือให้ลูกหลานดูแทน
- แยกนิ้วเท้าทีละซอก หาผิวเปื่อยขาว ผิวแตก หรือเชื้อรา
- ดูเล็บ หาเล็บขบ เล็บหนา หรือผิวรอบเล็บบวมแดง
- เอาหลังมือแตะเทียบเท้าสองข้าง ข้างที่อุ่นกว่าชัดเจนหรือบวมกว่า ควรบอกแพทย์
- ล้วงมือตรวจในรองเท้าทุกครั้งก่อนสวม เพราะท่านอาจไม่รู้สึกว่ามีเศษหินหรือของแข็งอยู่ข้างใน
สิ่งที่เห็นแล้วต้องจดและแจ้ง
แผลหรือรอยถลอก ตุ่มพอง ผิวแตก หนังด้านที่มีสีคล้ำหรือมีน้ำซึม เล็บขบ รอยแดงที่ไม่จางหลังถอดรองเท้า เท้าบวมแดงร้อนข้างเดียว นิ้วเปลี่ยนสี และกลิ่นผิดปกติ ถ่ายรูปไว้ทุกครั้งที่เจอ เขียนวันที่กำกับ เพราะช่วยให้แพทย์หรือพยาบาลเห็นว่าแผลเปลี่ยนไปอย่างไร
เคล็ดลับจากพยาบาล: ให้การตรวจเท้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรที่ทำอยู่แล้ว เช่น ตรวจต่อจากการทาโลชั่น หรือก่อนสวดมนต์ก่อนนอน เมื่อทำต่อเนื่องกับเรื่องที่ทำทุกวันอยู่แล้ว ครอบครัวจะตรวจได้สม่ำเสมอโดยไม่ต้องคอยจำ
ตรวจเองทุกวัน และให้บุคลากรตรวจตามนัดด้วย
การตรวจของครอบครัวไม่ได้แทนการตรวจเท้าโดยแพทย์หรือพยาบาล แนวทาง NICE ของสหราชอาณาจักร (NG19) ให้ประเมินความเสี่ยงของเท้าอย่างน้อยปีละ 1 ครั้งในผู้ที่เสี่ยงต่ำ และตรวจถี่ขึ้นตามระดับความเสี่ยง เช่น ทุก 3–6 เดือนในผู้ที่เสี่ยงปานกลาง และทุก 1–2 เดือนในผู้ที่เสี่ยงสูง ส่วนผู้ที่มีแผลอยู่แล้วให้ตรวจตามนัดของทีมที่ดูแลแผล ขอให้แพทย์บอกว่าคุณพ่อคุณแม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงระดับไหน และขอให้ถอดรองเท้าถุงเท้าให้ตรวจเท้าทุกครั้งที่ไปพบแพทย์
3. ดูแลเท้าที่ยังไม่มีแผล ป้องกันแผลเบาหวานก่อนเกิด
เท้าที่ยังไม่มีแผลต้องดูแลให้ผิวสะอาด แห้ง ไม่แตก และไม่ถูกกดหรือบาด หลักทั้งหมดด้านล่างอ้างอิงแนวทางเวชปฏิบัติโรคเบาหวานของไทยปี 2566 และคำแนะนำของ CDC
ล้างและเช็ด
- ล้างเท้าทุกวันด้วยน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นเล็กน้อย ทดสอบน้ำด้วยข้อศอกก่อนทุกครั้ง น้ำไม่ควรเกิน 35 องศาเซลเซียส ซึ่งจะรู้สึกแค่อุ่น ๆ ไม่ร้อน เพราะเท้าที่ชาไม่รู้ว่าน้ำร้อนเกินไป
- ล้างแล้วไม่แช่เท้าทิ้งไว้ ผิวที่แช่น้ำนานจะเปื่อยและแตกง่าย
- เช็ดให้แห้งทั้งเท้า โดยเฉพาะซอกนิ้ว ใช้ผ้านุ่มซับเบา ๆ ไม่ถูแรง
บำรุงผิว
- ทาโลชั่นที่หลังเท้าและฝ่าเท้าเพื่อกันผิวแห้งแตก
- ไม่ทาโลชั่นในซอกนิ้ว เพราะความชื้นที่ค้างอยู่ทำให้ผิวเปื่อยและติดเชื้อได้
เล็บ หนังด้าน ตาปลา
- เล็บที่ปกติ ตัดหลังอาบน้ำตอนเล็บนุ่ม ตัดตรงตามแนวขอบเล็บ ไม่ตัดลึกเข้ามุม แล้วตะไบขอบคม
- ถ้าท่านมองเท้าตัวเองไม่เห็น เอื้อมไม่ถึง เท้าชา หรือเล็บหนา เหลือง ผิดรูป หรือเล็บขบ ให้บุคลากรสุขภาพหรือคลินิกเท้าเป็นผู้ตัดแต่งเล็บ ญาติไม่ควรตัดเล็บแบบนี้ด้วยของมีคมเอง เพราะเล็บหนาแข็งตัดยาก มีดหรือกรรไกรพลาดบาดเนื้อได้ง่าย และท่านอาจไม่รู้สึกว่าเป็นแผล
- ไม่ตัด ไม่ฝน ไม่แกะหนังด้านหรือตาปลาเอง และไม่ใช้ยาลอกตาปลาที่ซื้อเอง เพราะผิวที่ชาเสียหายได้โดยไม่รู้ตัว ให้แพทย์หรือคลินิกเท้าดูแลแทน
รองเท้าและถุงเท้า
- ไม่เดินเท้าเปล่า ทั้งนอกบ้านและในบ้าน ใส่รองเท้าหรือรองเท้าใส่ในบ้านแบบหุ้มส้นที่พื้นนุ่มเสมอ
- เลือกรองเท้าหน้ากว้างพอให้นิ้วขยับได้ ไม่บีบ ไม่มีตะเข็บกดนิ้ว ลองรองเท้าใหม่ช่วงบ่ายที่เท้าบวมเล็กน้อย และใส่ทีละไม่นานในช่วงแรก
- ใส่ถุงเท้าสะอาด ไม่มีตะเข็บนูน ขอบไม่รัดข้อเท้า เปลี่ยนทุกวัน
- ห้ามใช้กระเป๋าน้ำร้อน แผ่นให้ความร้อน หรือเอาเท้าอังไฟ แม้ท่านบ่นว่าเท้าเย็น ให้ใส่ถุงเท้าแทน
ผู้สูงอายุที่นอนติดเตียงมีจุดเสี่ยงเพิ่มที่ส้นเท้าและตาตุ่มจากการนอนกดทับ ซึ่งเป็นแผลกดทับ ไม่ใช่แผลเบาหวานโดยตรง แต่หายยากเหมือนกัน อ่านวิธียกส้นเท้าลอยและจัดท่าได้ใน วิธีป้องกันแผลกดทับที่บ้าน
4. มีแผลแล้ว ทำอะไรได้ อะไรห้ามทำ
เมื่อพบแผลที่เท้าคนเป็นเบาหวาน สิ่งแรกที่ต้องทำคือให้แพทย์ประเมินชนิดของแผล ความลึก การติดเชื้อ และการไหลเวียนเลือด ก่อนตัดสินใจว่าจะทำแผลอย่างไร ครอบครัวไม่ควรเดาเองว่าแผล "เล็กพอทำเองได้" เพราะท่านชา และแผลที่ดูเล็กจากด้านนอกอาจลึกกว่าที่เห็น
ระหว่างรอพบแพทย์ ทำได้
- ล้างมือให้สะอาดก่อนแตะเท้า
- ปิดชั่วคราวด้วยผ้าก๊อซแห้งปราศจากเชื้อ (แผ่นในซองที่ยังไม่เปิด) วางปิดโดยไม่พันแน่น และไม่เปิดแกะดูซ้ำบ่อย ๆ ระหว่างรอพบแพทย์ ห้ามใช้ผ้าก๊อซที่แกะซองค้างไว้หรือผ้าทั่วไปปิดแผล
- ไม่เจาะตุ่มพอง และไม่ทาน้ำยาฆ่าเชื้อเองถ้าแพทย์ไม่ได้สั่ง
- ให้ท่านลดการเดินลงน้ำหนักที่เท้าข้างนั้น นั่งหรือนอนพักเท้ามากขึ้น
- ถ่ายรูปแผล จดวันที่เริ่มเห็น ไข้ และระดับน้ำตาลช่วงนี้ เตรียมไปให้แพทย์ดู
มีแผลที่เท้า อาบน้ำได้ไหม
อาบน้ำได้ แต่ห้ามแช่แผลในน้ำ และให้ยึดวิธีที่แพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลแผลกำหนด โดยทั่วไปให้กันผ้าปิดแผลไม่ให้เปียกระหว่างอาบน้ำ เช่น นั่งเก้าอี้อาบน้ำแล้ววางเท้าข้างที่มีแผลให้พ้นน้ำ หรือใช้ที่คลุมกันน้ำตามที่พยาบาลแนะนำ ถ้าผ้าปิดแผลเปียกหรือหลุด ให้เปลี่ยนตามวิธีที่ทีมสอน ถ้ายังไม่ได้รับการสอน ให้ปิดชั่วคราวด้วยผ้าก๊อซแห้งปราศจากเชื้อแล้วโทรถามพยาบาล
ห้ามทำ
- ห้ามแช่เท้า ในน้ำอุ่น น้ำเกลือ หรือน้ำสมุนไพร โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ระบุชัดว่าไม่ควรล้างแผลเองด้วยการแช่เท้าในน้ำ
- ห้ามตัดแต่งแผล ตัดหนังด้านรอบแผล หรือเจาะตุ่มพองด้วยของมีคมที่บ้าน การตัดแต่งเนื้อตายต้องทำโดยแพทย์หรือทีมดูแลเท้าเบาหวานเท่านั้น
- ห้ามเลือกยาทาเอง ไม่ใส่แอลกอฮอล์ ผงยา ยาสมุนไพร ยาหม่อง หรือยาปฏิชีวนะที่ซื้อเองลงบนแผล น้ำยาล้างแผลและวัสดุปิดแผลขึ้นกับชนิดแผล ให้แพทย์หรือพยาบาลเป็นคนกำหนด
- ห้ามรอให้เจ็บก่อน เพราะเท้าที่ชาอาจไม่เจ็บเลยแม้แผลติดเชื้อ
เมื่อแพทย์วางแผนทำแผลแล้ว
แพทย์จะกำหนดว่าล้างแผลด้วยอะไร ปิดด้วยวัสดุแบบไหน เปลี่ยนบ่อยแค่ไหน และต้องลดแรงกดที่แผลอย่างไร เช่น ใช้รองเท้าหรืออุปกรณ์พิเศษ การลดแรงกดสำคัญพอ ๆ กับการทำแผล เพราะถ้ายังเดินลงน้ำหนักตรงแผลทุกวัน แผลจะหายยาก ครอบครัวควรถามแพทย์ให้ชัด 4 ข้อก่อนกลับบ้าน
- ล้างแผลด้วยอะไร ปิดด้วยอะไร เปลี่ยนวันละกี่ครั้ง
- ท่านเดินได้แค่ไหน ต้องใช้รองเท้าหรืออุปกรณ์อะไร
- อาการแบบไหนต้องกลับมาก่อนนัด
- นัดครั้งถัดไปเมื่อไร และติดต่อใครนอกเวลา
ถ้าครอบครัวไม่มั่นใจในการทำแผลเอง หรือไม่มีคนอยู่บ้านช่วงเวลาที่ต้องเปลี่ยนแผล พยาบาลวิชาชีพทำแผลที่บ้านตามแผนการรักษาของแพทย์ได้ ดูรายละเอียดงานของพยาบาลที่บ้านได้ใน พยาบาลเยี่ยมบ้านทำอะไรได้บ้าง
5. แผลเบาหวานแบบไหนต้องรีบพบแพทย์ แผนตัดสินใจ 3 ระดับ
แผลเบาหวานทุกแผลควรอยู่ในสายตาแพทย์ แต่ความเร่งด่วนต่างกัน แผนด้านล่างเรียบเรียงจากแนวทาง NICE ของสหราชอาณาจักร (NG19) ซึ่งให้ส่งต่อผู้ที่มีปัญหาเท้าเบาหวานซึ่งยังไม่มีภาวะฉุกเฉิน ไปยังทีมดูแลเท้าเบาหวานภายใน 1 วันทำการ และส่งโรงพยาบาลทันทีเมื่อมีสัญญาณอันตรายต่อชีวิตหรือขา ร่วมกับคำแนะนำของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
ดูแลต่อที่บ้านได้ · เฝ้าดูใกล้ชิด
- ผิวแห้ง หนังด้านบาง ๆ ไม่มีแผล ไม่มีรอยแดง ไม่บวม
- แผลที่แพทย์ตรวจแล้ว กำลังทำแผลตามแผน และดูดีขึ้นเรื่อย ๆ ขอบแผลไม่แดงลาม น้ำเหลืองลดลง
- ทำต่อ: ตรวจเท้าทุกวัน ถ่ายรูปเทียบ ไปตามนัด
โทรปรึกษาพยาบาลภายในวันนี้ และให้แพทย์ประเมินภายในวันทำการถัดไป
- แผลใหม่ ตุ่มพอง ผิวแตก หรือรอยถลอก แม้เล็กและไม่เจ็บ
- เล็บขบที่ผิวรอบเล็บแดงหรือมีน้ำซึม
- แผลเดิมไม่ดีขึ้น ขนาดเท่าเดิมหรือใหญ่ขึ้น น้ำเหลืองมากขึ้น
- เท้าข้างหนึ่งบวม แดง อุ่นกว่าอีกข้าง หรือรูปเท้าเปลี่ยน แม้ไม่มีแผลและไม่ปวด เพราะอาจเป็นภาวะข้อและกระดูกเท้าผิดรูปจากเบาหวาน (Charcot foot) ให้หยุดลงน้ำหนักเท้าข้างนั้นทันที ไม่ต้องรอคำสั่งแพทย์ ให้นั่งพักหรือใช้รถเข็นตามความปลอดภัย แล้วให้แพทย์ประเมินภายในวันทำการถัดไป เพราะการเดินต่ออาจทำให้กระดูกและข้อเท้าผิดรูปมากขึ้น
ถ้าเจอแผลคืนวันศุกร์ วันหยุด หรือแถวบ้านไม่มีคลินิกเท้าเบาหวาน ถ้าไม่มีสัญญาณในหมวดถัดไป ให้ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซแห้งปราศจากเชื้อ ให้ท่านงดเดินลงน้ำหนักเท้าข้างนั้น แล้วพาไปพบแพทย์ที่หน่วยบริการประจำ โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือห้องตรวจนอกเวลาที่เปิดเร็วที่สุด ไม่ต้องรอคลินิกเฉพาะทาง แต่ถ้ามีสัญญาณในหมวดถัดไปแม้ข้อเดียว ให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 โดยไม่รอวันทำการ
ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที
- แผลร่วมกับไข้ หนาวสั่น ซึมลง สับสน หรือหายใจเร็ว ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อที่ลามเข้ากระแสเลือด
- นิ้วเท้าหรือผิวรอบแผลเขียวคล้ำหรือดำ
- รอบแผลบวม แดง ร้อนและลามขึ้นเร็ว มีหนอง หรือมีกลิ่นเหม็น
- แผลร่วมกับเท้าเย็น ซีด หรือปวดมาก ซึ่งอาจหมายถึงเลือดไปเลี้ยงไม่พอ
- ท่านซึมจนปลุกไม่ค่อยตื่นหรือหายใจลำบาก โทร 1669 ทันที
ถ้าท่านมีไข้หรือซึมลงโดยยังไม่แน่ใจว่ามาจากแผลหรือไม่ อ่านสัญญาณเตือนเพิ่มเติมได้ใน ผู้ป่วยติดเตียงไข้ขึ้น เสมหะเยอะ ซึมลง
6. แบ่งงานในบ้าน ใครทำอะไร
แผลเบาหวานที่บ้านต้องมีคนตรวจเท้าทุกวันอย่างสม่ำเสมอ มากกว่าต้องมีคนเก่งทำแผลแค่คนเดียว แบ่งงานแบบนี้ช่วยให้ไม่มีวันไหนหลุด
- คุณพ่อคุณแม่ ถ้ายังทำได้ ให้ช่วยบอกเมื่อรู้สึกเท้าชา เหน็บ รองเท้ากัด หรือเห็นอะไรผิดปกติ และใส่รองเท้าทุกครั้งที่ลุกเดิน
- ลูกหลานหรือผู้ดูแลประจำบ้าน ตรวจเท้าทุกวัน ล้างเช็ดทาโลชั่น ตรวจในรองเท้า ถ่ายรูปและจดบันทึก
- นักบริบาล ช่วยงานดูแลประจำวัน ตรวจเท้าตามรายการ และจดบันทึกสิ่งที่เห็น งานทำแผลทั่วไปที่ไม่ลึก ระดับที่ครอบครัวทำให้กันเองที่บ้านได้ เป็นงานดูแลที่ต้องฝึกเฉพาะ ทำโดยนักบริบาลที่ผ่านการฝึกงานนั้น ภายใต้การกำกับของทีมพยาบาลวิชาชีพ และต้องเป็นแผลที่แพทย์หรือพยาบาลประเมินและกำหนดวิธีทำแผลไว้แล้วเท่านั้น
- พยาบาลวิชาชีพ ทำแผลเบาหวานที่ลึก ติดเชื้อ หรือซับซ้อน ตามแผนการรักษาของแพทย์ ประเมินแผลแต่ละครั้ง และแจ้งครอบครัวเมื่อแผลแย่ลง
- แพทย์และทีมเท้าเบาหวาน ประเมินแผล สั่งการทำแผล ตัดเนื้อตาย สั่งยา และกำหนดอุปกรณ์ลดแรงกด

ข้อผิดพลาดที่ครอบครัวมักทำ
- รอให้ท่านบอกว่าเจ็บ เท้าที่ชาไม่ส่งสัญญาณปวด แก้ด้วยการตรวจด้วยตาทุกวัน ไม่พึ่งความรู้สึกของท่าน
- แช่เท้าในน้ำอุ่นหรือน้ำสมุนไพรให้ "สะอาด" ผิวเปื่อย แผลลุกลาม และเสี่ยงน้ำร้อนลวก แก้ด้วยการล้างแล้วเช็ดแห้งทันที
- ตัดหนังด้าน แกะตาปลา หรือตัดเล็บหนาผิดรูปเอง ด้วยกรรไกรหรือมีด เกิดแผลใหม่ที่ไม่รู้ตัว แก้ด้วยการให้แพทย์หรือคลินิกเท้าดูแล
- เลือกยาทาแผลตามคำบอกต่อ ผงยา สมุนไพร หรือแอลกอฮอล์อาจทำร้ายเนื้อเยื่อและบังอาการติดเชื้อ แก้ด้วยการใช้เฉพาะสิ่งที่แพทย์หรือพยาบาลกำหนด
- ปล่อยให้ใส่รองเท้าแตะหรือเดินเท้าเปล่าในบ้าน ปลายเท้าถูกชนและบาดง่าย แก้ด้วยรองเท้าใส่ในบ้านแบบหุ้มส้น
- ไม่ไปตามนัดเพราะ "แผลดูดีขึ้นแล้ว" แม้ผิวด้านบนดูปิดลงแล้ว แผลส่วนลึก การติดเชื้อ หรือแรงกดที่เนื้อเยื่อใต้ผิวอาจยังไม่หาย แก้ด้วยการไปตามนัดจนแพทย์บอกว่าจบการรักษา
เมื่อไรควรให้ทีมมืออาชีพช่วย
ครอบครัวส่วนใหญ่ดูแลเท้าคุณพ่อคุณแม่ได้เองเมื่อรู้วิธี แต่ถ้าแพทย์สั่งให้ทำแผลทุกวันหรือวันเว้นวัน ลูกหลานทำงานประจำ หรือครอบครัวกลัวทำผิดจนแผลติดเชื้อ ทีมมืออาชีพช่วยแบ่งภาระได้ บริการของ KIN HomeCare ที่ตรงกับเรื่องนี้
- พยาบาลวิชาชีพทำแผลที่บ้าน ตามแผนการรักษาของแพทย์ ครั้งละ 1,200 บาท ประเมินแผลทุกครั้งและจดบันทึกให้ครอบครัวนำไปให้แพทย์ดู
- คอร์สทำแผล สำหรับแผลที่ต้องทำต่อเนื่อง 10 ครั้ง 10,800 บาท · 20 ครั้ง 19,200 บาท
- นักบริบาลดูแลที่บ้าน ช่วยงานประจำวัน ตรวจเท้า ดูแลรองเท้าและความสะอาด กะ 12 ชั่วโมง 1,800 บาทต่อวัน (จ้างรายวันขั้นต่ำ 3 วัน) ดูได้ที่ บริการนักบริบาลดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน
- พาไปโรงพยาบาลตามนัดแผล ผู้ดูแลรับที่บ้าน อยู่ด้วยตลอด และพากลับ 1,800 บาทต่อ 8 ชั่วโมง เกินคิดชั่วโมงละ 200 บาท ค่ารถคิดแยก
รายละเอียดงานพยาบาลอยู่ที่ บริการพยาบาลวิชาชีพที่บ้าน และราคาทั้งหมดอยู่ที่ หน้าราคา พยาบาลของเราทำแผลตามที่แพทย์สั่ง ไม่ได้แทนการตรวจติดตามกับแพทย์ ถ้าแผลแย่ลงพยาบาลจะแนะนำให้กลับไปพบแพทย์ทันที
คำถามที่พบบ่อย
แผลเบาหวานล้างด้วยน้ำเกลือเองที่บ้านได้ไหม
ได้เฉพาะเมื่อแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลแผลสั่งและสอนวิธีแล้ว น้ำเกลือล้างแผลชนิดปราศจากเชื้อเป็นน้ำยาที่ใช้บ่อย แต่วิธีล้าง ความถี่ และวัสดุปิดแผลขึ้นกับชนิดแผลและการติดเชื้อ ระหว่างรอพบแพทย์ให้ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซแห้งปราศจากเชื้อ ไม่ใส่แอลกอฮอล์ ผงยา หรือสมุนไพรเอง
แผลเบาหวานเล็ก ๆ ทำแผลเองที่บ้านได้ไหม
ทำเองได้หลังแพทย์ประเมินและบอกวิธีแล้วเท่านั้น แผลที่ดูเล็กอาจลึกกว่าที่เห็นและท่านอาจไม่รู้สึกเจ็บ ให้แพทย์ประเมินภายในวันทำการถัดไป แล้วครอบครัวทำตามแผนนั้น
มีแผลเบาหวานที่เท้า อาบน้ำหรือแช่เท้าได้ไหม
อาบน้ำได้ แต่ห้ามแช่เท้าหรือแช่แผล การแช่ทำให้ผิวเปื่อย แผลลุกลาม และเท้าที่ชาอาจถูกน้ำร้อนลวกโดยไม่รู้ตัว ระหว่างอาบน้ำให้กันผ้าปิดแผลไม่ให้เปียกตามที่พยาบาลแนะนำ ถ้าเปียกหรือหลุดให้เปลี่ยนตามวิธีที่ทีมรักษาสอน
แผลเบาหวานแบบไหนต้องไปโรงพยาบาลทันที
แผลที่มีไข้ หนาวสั่น หรือซึมร่วมด้วย นิ้วเท้าเขียวคล้ำหรือดำ รอบแผลบวมแดงร้อนลามเร็ว มีหนองหรือกลิ่นเหม็น หรือเท้าเย็นซีดปวดมาก ต้องไปโรงพยาบาลวันนั้นหรือโทร 1669 สัญญาณเหล่านี้คือสิ่งที่บอกว่าแผลอาจลุกลามจนเสี่ยงต่อนิ้วหรือขา จึงไม่ควรรอดูอาการ
ต้องให้แพทย์ตรวจเท้าเบาหวานบ่อยแค่ไหน
อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งในผู้ที่เสี่ยงต่ำ และถี่ขึ้นเมื่อเสี่ยงมากขึ้น แนวทาง NICE ของสหราชอาณาจักรยกตัวอย่างว่า ผู้ที่เสี่ยงปานกลางตรวจทุก 3–6 เดือน ผู้ที่เสี่ยงสูงตรวจทุก 1–2 เดือน ส่วนผู้ที่มีแผลอยู่ให้ตรวจตามนัดของทีมดูแลแผล ถามแพทย์ว่าท่านอยู่ในกลุ่มไหน และตรวจเองที่บ้านทุกวันควบคู่กันไป
มีแผลเบาหวาน กินไข่ได้ไหม
กินได้ ไม่มีหลักฐานว่าไข่ทำให้แผลเป็นหนอง แผลต้องใช้โปรตีนและพลังงานในการซ่อมแซม การงดไข่ เนื้อสัตว์ หรือนมตามความเชื่ออาจทำให้แผลหายช้าลง ยกเว้นแพทย์สั่งจำกัดอาหารบางชนิดด้วยเหตุผลอื่น เช่น โรคไตหรือแพ้อาหาร ส่วนปริมาณข้าวและของหวานให้ยึดตามที่แพทย์หรือนักกำหนดอาหารแนะนำเพื่อคุมน้ำตาล
KIN HomeCare ส่งพยาบาลมาทำแผลเบาหวานที่บ้านได้ไหม
ได้ พยาบาลวิชาชีพทำแผลที่บ้านตามแผนการรักษาของแพทย์ เริ่มครั้งละ 1,200 บาท มีคอร์ส 10 ครั้ง 10,800 บาท และ 20 ครั้ง 19,200 บาท ค่าเดินทางตามพื้นที่ เจ้าหน้าที่แจ้งก่อนยืนยันงาน
ปรึกษาทีม KIN HomeCare
ถ้าคุณพ่อคุณแม่มีแผลที่เท้าและครอบครัวไม่แน่ใจว่าจะดูแลต่ออย่างไร หรือแพทย์สั่งให้ทำแผลบ่อยจนบ้านจัดคนไม่ทัน โทรมาเล่าอาการคร่าว ๆ ได้ ส่งรูปแผลพร้อมใบนัดหรือคำสั่งทำแผลของแพทย์มาทาง LINE ทีมจะประเมินได้ตรงขึ้น
- พยาบาลทำแผล นักบริบาล และพาไปโรงพยาบาล โทร 061-881-9399
- LINE @KINHOMECARE
- แบบฟอร์มประเมินราคาผู้ดูแลและพยาบาล form.kinhomecare.com
- ปรึกษาฟรี ทีมช่วยประเมินว่าควรใช้บริการแบบไหน ให้บริการถึงบ้านทั่วประเทศ
ข้อมูลนี้เพื่อความรู้ทั่วไปสำหรับครอบครัว ไม่ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่
เขียนโดย พว.อรฤทัย บุญตวง (ว.5311192883) · ตรวจทานโดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ (ว.40854) · ราคาอ้างอิงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 โปรดยืนยันกับเจ้าหน้าที่ก่อนใช้บริการ





