ผู้สูงอายุอ่อนเพลีย ไม่มีแรง อย่าเพิ่งเหมาว่าเป็นเพราะอายุมากขึ้น อาการนี้มักมีสาเหตุที่หาเจอและแก้ได้ เช่น ดื่มน้ำน้อย กินน้อย ยาบางตัว นอนไม่พอหรือนอนไม่มีคุณภาพ ภาวะซีด ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ เบาหวาน การติดเชื้อที่ไม่มีไข้ชัด หรือภาวะซึมเศร้า สิ่งที่ครอบครัวช่วยได้มากคือแยกให้ออกว่าเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือเกิดขึ้นฉับพลัน จดบันทึกอาการ 7 วันแล้วพาไปพบแพทย์ แต่ถ้าอ่อนแรงขึ้นมาทันทีร่วมกับหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว พูดไม่ชัด สับสน หรือเจ็บหน้าอก ให้โทร 1669 ทันที ไม่รอดูอาการ

ภาพที่ลูกหลานหลายบ้านเล่าคล้ายกัน คุณพ่อเคยตื่นเช้าไปเดินตลาด รดน้ำต้นไม้ทุกวัน ช่วงหลังกลับนั่งหลับหน้าทีวีทั้งบ่าย บอกว่า "ไม่มีแรง ขี้เกียจ" กินข้าวได้ครึ่งจาน ลูกถามก็ตอบว่า "แก่แล้วก็เป็นแบบนี้" ครอบครัวไม่แน่ใจว่าควรปล่อยให้พัก ซื้อวิตามินมาให้ หรือพาไปหาหมอ บทความนี้เขียนให้ลูกหลานที่เห็นคุณพ่อคุณแม่ดูอ่อนเพลียลงโดยไม่ได้เพิ่งออกจากโรงพยาบาล ว่าสาเหตุที่พบบ่อยมีอะไร อาการแบบไหนรอไม่ได้ ควรจดอะไรไปให้แพทย์ และจะช่วยให้ท่านกลับมามีแรงอย่างปลอดภัยได้อย่างไร

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • อ่อนเพลียในผู้สูงอายุไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องของวัยเสมอไป Cleveland Clinic สหรัฐฯ ระบุว่าอายุเกิน 65 ปีที่มีอาการเหนื่อยล้า เป็นเหตุผลหนึ่งที่ควรปรึกษาแพทย์
  • สาเหตุที่พบบ่อยและตรวจประเมินได้: ดื่มน้ำน้อย กินน้อย ยาบางกลุ่ม นอนไม่ดี ภาวะซีด ไทรอยด์ เบาหวาน การติดเชื้อ ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจหรือไต และการนั่งนอนทั้งวัน
  • อ่อนเพลียที่ เกิดขึ้นฉับพลัน หรือมาพร้อมหน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงซีกเดียว พูดไม่ชัด สับสน ซึม เจ็บหน้าอก หอบ ใจเต้นผิดปกติ ให้โทร 1669
  • อ่อนเพลียที่ค่อย ๆ เป็นต่อเนื่องหลายวัน ไม่รู้สาเหตุ ทำกิจวัตรได้น้อยลง หรือน้ำหนักลด ให้พาไปพบแพทย์ภายในสัปดาห์นี้
  • จดบันทึก 7 วันก่อนพบแพทย์: การนอน การกิน การดื่ม ยาทุกตัว การขับถ่าย กิจกรรม และอาการอื่นที่เห็น
  • อย่าซื้อวิตามิน ธาตุเหล็ก หรืออาหารเสริมให้ท่านเองก่อนรู้สาเหตุ ส่วนการฟื้นแรงให้เริ่มขยับทุกวันแบบเบา ๆ หลังแพทย์ตรวจแล้ว และให้นักกายภาพประเมินว่าควรเริ่มแค่ไหน

1. ผู้สูงอายุอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เป็นเรื่องปกติของวัยไหม

ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องปกติของวัย จนกว่าแพทย์จะตรวจหาสาเหตุแล้ว ผู้สูงอายุอาจทำอะไรได้ช้าลงตามวัย แต่การที่ท่านเหนื่อยจนไม่อยากลุก นั่งหลับทั้งวัน หรือทำกิจวัตรเดิมไม่ไหว เป็นสัญญาณว่าร่างกายมีอะไรเปลี่ยนไป Cleveland Clinic แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เมื่ออาการเหนื่อยล้าเป็นต่อเนื่องเกินไม่กี่วัน เกิดขึ้นทันที ไม่มีสาเหตุชัดเจน เช่น ไม่ได้เพิ่งป่วย หรือทำให้ทำกิจวัตรประจำวันได้ยาก และให้ปรึกษาด้วยถ้าอายุเกิน 65 ปีหรือน้ำหนักลด ส่วนบริการสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (NHS) แนะนำให้พบแพทย์เมื่อรู้สึกเหนื่อยมาหลายสัปดาห์โดยไม่รู้สาเหตุ

ความต่างที่ครอบครัวสังเกตได้ คือความเหนื่อยแบบที่พักแล้วดีขึ้น กับความเหนื่อยที่ไม่ดีขึ้นแม้นอนพักเต็มที่ ถ้าเป็นแบบหลัง หรือท่านเริ่มทำสิ่งที่เคยทำเองไม่ได้ เช่น อาบน้ำ แต่งตัว เดินไปห้องน้ำ อย่ารอให้ "หายเอง"

ถ้าท่านเพิ่งกลับจากโรงพยาบาลแล้วอ่อนแรง เดินไม่ไหว เป็นเรื่องที่มีสาเหตุและวิธีดูแลต่างออกไป อ่านได้ใน ผู้สูงอายุอ่อนแรงหลังนอนโรงพยาบาล

2. ผู้สูงอายุอ่อนเพลีย เกิดจากอะไร สาเหตุที่พบบ่อย 10 กลุ่ม

ผู้สูงอายุอ่อนเพลียมักเกิดจากหลายสาเหตุร่วมกัน เช่น ดื่มน้ำน้อยร่วมกับกินยาหลายตัว รายการด้านล่างเรียบเรียงจากข้อมูลของ Cleveland Clinic และ NHS ไม่ได้มีไว้ให้วินิจฉัยเอง แต่ช่วยให้ครอบครัวรู้ว่าควรสังเกตอะไรและเล่าอะไรให้แพทย์ฟัง

1) ดื่มน้ำน้อย

NHS ระบุว่าผู้สูงอายุเสี่ยงขาดน้ำมากกว่าวัยอื่น อาการที่สังเกตได้คือ ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม กลิ่นแรง ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ เวียนหัว หน้ามืด อ่อนเพลีย ปากและลิ้นแห้ง ผู้สูงอายุหลายท่านไม่ค่อยรู้สึกกระหายน้ำ หรือตั้งใจดื่มน้อยเพราะกลัวต้องลุกเข้าห้องน้ำบ่อย ผู้ที่แพทย์สั่งจำกัดน้ำเพราะโรคหัวใจหรือไต ให้ดื่มตามที่แพทย์กำหนด ไม่เพิ่มเอง

2) กินน้อย น้ำหนักลด

พลังงานและโปรตีนที่ไม่พอทำให้ไม่มีแรงและกล้ามเนื้อลีบ ถ้าท่านกินได้น้อยลงหรือเสื้อผ้าเริ่มหลวม อ่านแนวทางดูแลได้ใน ผู้สูงอายุเบื่ออาหาร กินน้อย

3) ยา

Cleveland Clinic ระบุว่ายาหลายกลุ่มทำให้อ่อนเพลียได้ เช่น ยานอนหลับและยาคลายกังวลบางกลุ่ม ยาแก้ปวดกลุ่มโอปิออยด์ ยาลดความดันหรือยาโรคหัวใจบางกลุ่ม และยาแก้แพ้ที่ซื้อเองได้ ผู้สูงอายุที่กินยาหลายตัว เพิ่งเริ่มยาใหม่ หรือเพิ่งปรับขนาดยา ควรให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวนยาทั้งหมด ห้ามหยุดยาเอง ดูวิธีจัดระบบยาในบ้านได้ใน จัดระบบยาผู้สูงอายุที่บ้าน

4) นอนไม่พอหรือนอนไม่มีคุณภาพ

นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึกบ่อย หรือนอนกลางวันมากจนกลางคืนไม่หลับ ทำให้ง่วงทั้งวัน NHS แนะนำให้พบแพทย์ถ้าคนในบ้านได้ยินท่าน มีเสียงหายใจเฮือก เสียงกรนแบบสะดุด หรือเสียงเหมือนสำลักตอนหลับ ซึ่งอาจเป็นภาวะหยุดหายใจขณะหลับ

5) ภาวะซีด (โลหิตจาง)

NHS ระบุอาการของภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็กว่า เหนื่อยไม่มีแรง หายใจเหนื่อย ใจสั่น และผิวซีดกว่าปกติ สาเหตุที่พบบ่อยอย่างหนึ่งคือเลือดออกในกระเพาะอาหารหรือลำไส้ ซึ่งอาจสัมพันธ์กับการกินยาแก้ปวดต้านการอักเสบเป็นประจำ ผู้สูงอายุที่ดูซีดลงจึงต้องให้แพทย์หาสาเหตุ ไม่ใช่ซื้อยาบำรุงเลือดมากินเอง และถ้าเห็นอุจจาระดำเหนียวหรือมีเลือดปน ให้รีบพบแพทย์

6) ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ

ไทรอยด์ทำงานต่ำทำให้อ่อนเพลียมาก น้ำหนักขึ้น ขี้หนาวกว่าเดิม ท้องผูก และอารมณ์ซึม NHS ระบุว่าอาการมักค่อย ๆ เป็นและแย่ลงทีละน้อย จึงถูกมองว่าเป็นเรื่องอายุได้ง่าย แพทย์ตรวจได้จากการเจาะเลือด

7) เบาหวาน น้ำตาลสูงหรือต่ำ

ทั้งเบาหวานที่คุมไม่ดีและน้ำตาลต่ำจากยาทำให้อ่อนเพลียได้ ผู้ที่ตรวจน้ำตาลเองที่บ้าน ให้จดค่าน้ำตาลไปให้แพทย์ดูด้วย ในผู้สูงอายุ น้ำตาลต่ำอาจไม่มีใจสั่นหรือเหงื่อแตกชัด แต่แสดงเป็นสับสน ง่วงซึม พูดช้า พฤติกรรมเปลี่ยน หรือหกล้ม ถ้าท่านใช้ยาเบาหวานแล้วอ่อนเพลียหรือซึมผิดปกติ ให้วัดน้ำตาลทันที

ถ้าวัดได้ต่ำ ทำอย่างไร (ตามแนวทางเวชปฏิบัติโรคเบาหวานของไทย ปี 2566)

  1. ค่าน้ำตาล 70 มก./ดล. หรือต่ำกว่า และท่านยังรู้ตัว กลืนได้ ให้กินน้ำตาลที่ดูดซึมเร็วประมาณ 15 กรัม เช่น น้ำส้มคั้น 180 มล. น้ำอัดลมชนิดมีน้ำตาล 180 มล. หรือน้ำผึ้ง 3 ช้อนชา
  2. วัดซ้ำใน 15 นาที ถ้ายังต่ำกว่า 70 ให้กินซ้ำอีก 15 กรัม
  3. ดีขึ้นแล้วให้กินมื้อถัดไปหรืออาหารว่าง และแจ้งแพทย์ที่สั่งยาเบาหวาน
  4. ถ้าท่านซึม หมดสติ หรือกลืนไม่ได้ ห้ามป้อนอาหารหรือน้ำทางปาก โทร 1669 ทันที

8) การติดเชื้อที่ไม่มีไข้ชัด

ผู้สูงอายุที่ติดเชื้ออาจไม่มีไข้สูงเหมือนคนหนุ่มสาว NHS ระบุว่าการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่เปราะบางอาจแสดงออกเป็นพฤติกรรมเปลี่ยน กระสับกระส่ายหรือสับสน ปัสสาวะเล็ดมากกว่าปกติ หนาวสั่น และอุณหภูมิกายที่ต่ำผิดปกติต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียสก็เป็นสัญญาณของการติดเชื้อได้ ถ้าท่านอ่อนเพลียร่วมกับอาการเหล่านี้ หรือวัดอุณหภูมิได้ต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียส ให้ปรึกษาแพทย์ด่วนภายในวันนี้ และถ้าร่วมกับสับสน ซึม หรือพูดลำบาก ให้โทร 1669 ทันที

9) อารมณ์และภาวะซึมเศร้า

ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุไม่ได้แสดงออกเป็นความเศร้าเสมอไป บางท่านบ่นแต่ว่าไม่มีแรง เบื่ออาหาร นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป ไม่อยากทำสิ่งที่เคยชอบ ถ้าอาการกายหาสาเหตุไม่พบหรือท่านเพิ่งผ่านความสูญเสีย เช่น คู่ชีวิตเสียชีวิต ย้ายบ้าน หรือเกษียณ ควรเล่าให้แพทย์ฟังด้วย ทีมสุขภาพใจปรึกษาได้ที่ บริการสุขภาพจิต ถ้าท่านพูดถึงการทำร้ายตัวเอง ต้องพาไปพบแพทย์ทันที

10) โรคเรื้อรังอื่น และการนั่งนอนทั้งวัน

Cleveland Clinic ระบุโรคหัวใจ หัวใจล้มเหลว และโรคไตเรื้อรังเป็นสาเหตุของความเหนื่อยล้าได้ ส่วนการนั่งหรือนอนทั้งวันทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงลงเรื่อย ๆ ยิ่งไม่ขยับยิ่งไม่มีแรง วนเป็นวงจร

3. อ่อนเพลียแบบค่อยเป็นค่อยไป กับแบบเฉียบพลัน ต่างกันอย่างไร

อ่อนเพลียที่ค่อย ๆ เป็นมาหลายสัปดาห์ ควรนัดพบแพทย์โดยไม่ต้องรอนัดตรวจเดิม และนำบันทึกเท่าที่จดได้ไปด้วย แต่อ่อนเพลียหรืออ่อนแรงที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่อมีอาการทางสมองร่วม ต้องคิดถึงโรคหลอดเลือดสมองไว้ก่อนเสมอ

อ่อนเพลียกับอ่อนแรงไม่เหมือนกัน อ่อนเพลียคือรู้สึกหมดแรงทั้งตัว อยากนอน ทำอะไรได้น้อยลง แต่เมื่อตั้งใจทำก็ยังยกแขน ลุกนั่ง หรือเดินได้ ส่วนอ่อนแรงคือกล้ามเนื้อไม่มีแรงจริง เช่น ยกแขนข้างหนึ่งไม่ขึ้น มือกำของไม่อยู่ หรือลุกยืนไม่ได้ทั้งที่เมื่อวานยังทำได้ อ่อนแรงที่เกิดขึ้นใหม่ โดยเฉพาะซีกเดียว ต้องโทร 1669 ทันที

สังเกตโรคหลอดเลือดสมองด้วย FAST

NHS ใช้คำย่อ FAST ให้จำง่าย

  • F (Face) หน้า หน้าเบี้ยว มุมปากตกข้างหนึ่ง ยิ้มไม่ได้เท่ากัน
  • A (Arm) แขน ยกแขนสองข้างค้างไว้ไม่ได้ เพราะแขนข้างหนึ่งอ่อนแรงหรือชา
  • S (Speech) การพูด พูดไม่ชัด พูดสับสน หรือนึกคำไม่ออก
  • T (Time) เวลา เห็นอาการแม้ข้อเดียว ให้โทร 1669 ทันที และจดเวลาที่เริ่มเห็นอาการ

อาการอื่นที่ NHS ระบุ ได้แก่ ชาหรืออ่อนแรงซีกเดียวของร่างกาย ตามัวหรือมองไม่เห็นข้างเดียวหรือสองข้าง สับสน เวียนหัวหรือล้ม และปวดหัวรุนแรง แม้อาการหายไปเองในไม่กี่นาที ก็ยังต้องไปโรงพยาบาลทันที และไม่ควรขับรถพาไปเอง ให้โทร 1669 อ่านการเตรียมข้อมูลก่อนโทรได้ใน แผนรับมือเหตุฉุกเฉินและโทร 1669 สำหรับผู้สูงอายุ

อาการร่วมอื่นที่รอไม่ได้

Cleveland Clinic ให้ไปรับการรักษาทันทีเมื่ออ่อนเพลียร่วมกับ เจ็บหน้าอก ปวดแขนหรือหลังส่วนบน หายใจเหนื่อย หัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติ ใจสั่นเต้นไม่สม่ำเสมอ ปวดหัวหรือตามัวโดยเฉพาะหลังศีรษะกระแทก คลื่นไส้อาเจียนหรือปวดท้อง กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือมีความคิดทำร้ายตัวเองหรือผู้อื่น

4. บันทึกอาการ 7 วันก่อนพบแพทย์ จดอะไรบ้าง

บันทึก 7 วันช่วยให้แพทย์เห็นภาพที่ครอบครัวเห็นทุกวัน แต่เล่าในห้องตรวจไม่กี่นาทีไม่ครบ ใช้สมุดเล่มเดียว จดสั้น ๆ วันละครั้งตอนเย็น ไม่ต้องรอให้ครบ 7 วัน ถ้าอาการเป็นมาหลายสัปดาห์แล้ว ทำกิจวัตรได้น้อยลง น้ำหนักลด หรือมีอาการใหม่ที่น่ากังวล ให้นำบันทึกเท่าที่มีไปพบแพทย์ได้เลย

ลูกสาวจดบันทึกอาการในสมุดขณะคุยกับคุณพ่อที่นั่งพักบนเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น
จดสั้น ๆ วันละครั้งเรื่องการนอน กิน ดื่ม ยา และกิจกรรม ช่วยให้แพทย์หาสาเหตุอ่อนเพลียได้ตรงขึ้น
  1. การนอน เข้านอนกี่โมง ตื่นกี่โมง ตื่นกลางดึกกี่ครั้ง นอนกลางวันนานเท่าไร กรนหรือหายใจเฮือกไหม
  2. การกิน กินได้กี่ส่วนของจานในแต่ละมื้อ มีมื้อไหนข้ามไหม กลืนแล้วไอหรือสำลักไหม
  3. การดื่ม ดื่มน้ำวันละประมาณกี่แก้ว สีปัสสาวะ และเข้าห้องน้ำบ่อยแค่ไหน
  4. ยาทุกตัว รวมยาที่ซื้อเอง วิตามิน สมุนไพร และยาที่เพิ่งเริ่มหรือเพิ่งปรับขนาด ถ่ายรูปซองยาทั้งหมดไว้
  5. การขับถ่าย ถ่ายวันไหน ท้องผูกไหม อุจจาระสีดำหรือมีเลือดไหม ปัสสาวะแสบหรือเล็ดมากขึ้นไหม
  6. กิจกรรม วันนี้ทำอะไรเองได้ อะไรที่เคยทำแล้วทำไม่ไหว เดินได้ไกลแค่ไหน
  7. อาการอื่น ไข้ ไอ หอบ ใจสั่น เวียนหัว ซีด บวม อารมณ์ สับสน น้ำหนัก (ชั่งสัปดาห์ละครั้ง) และถ้ามีเครื่องวัดที่บ้าน ให้จดความดันและน้ำตาลด้วย
เคล็ดลับจากพยาบาล: เขียนบรรทัดแรกของบันทึกว่า "เริ่มอ่อนเพลียตั้งแต่เมื่อไร และก่อนหน้านั้นมีอะไรเปลี่ยน" เช่น เริ่มยาใหม่ ป่วยเป็นหวัด หรือมีเรื่องไม่สบายใจ คำตอบของประโยคนี้มักเป็นเบาะแสที่แพทย์ใช้ได้มากที่สุด

5. อ่อนเพลียต้องตรวจอะไร แพทย์อาจทำอะไรบ้าง

แพทย์จะเริ่มจากซักประวัติ ทบทวนยา และตรวจร่างกาย แล้วจึงเลือกตรวจเพิ่มตามสิ่งที่พบ ไม่มีชุดตรวจเดียวที่ใช้กับทุกคน Cleveland Clinic ระบุว่าแพทย์อาจส่งตรวจเลือดและปัสสาวะ ส่วน NHS ยกตัวอย่างการตรวจเลือดเพื่อหาภาวะซีด เบาหวาน และไทรอยด์ทำงานผิดปกติ

สิ่งที่ครอบครัวช่วยได้ในวันพบแพทย์

  • นำบันทึก 7 วันและยาทุกตัวใส่ถุงไปด้วย
  • ให้คนที่อยู่กับท่านมากที่สุดไปด้วย เพราะเห็นอาการจริง
  • บอกแพทย์ตรง ๆ ว่ากังวลเรื่องอะไรที่สุด เช่น "คุณพ่อนั่งหลับทั้งวันมา 3 สัปดาห์ จากที่เคยเดินตลาดทุกเช้า"
  • ถามก่อนกลับ: สาเหตุที่แพทย์คิดถึงคืออะไร ต้องตรวจอะไรเพิ่ม ถ้าอาการแย่ลงต้องกลับมาเมื่อไร และเริ่มขยับร่างกายได้แค่ไหน

ถ้าลูกหลานทำงานประจำและไม่มีใครพาไปตรวจได้ บริการพาไปโรงพยาบาลมีผู้ดูแลรับที่บ้าน อยู่ด้วยตลอด และจดสิ่งที่แพทย์บอกกลับมาให้ครอบครัว ดูรายละเอียดที่ บริการพาไปโรงพยาบาล

6. ฟื้นแรงผู้สูงอายุอย่างปลอดภัยที่บ้าน

เมื่อแพทย์ตรวจแล้วไม่พบภาวะที่ต้องรักษาเร่งด่วน การขยับร่างกายอย่างเหมาะสมทุกวันเป็นส่วนสำคัญของการฟื้นแรง ควบคู่กับการรักษาสาเหตุที่แพทย์พบ NHS แนะนำให้ผู้ที่อายุ 65 ปีขึ้นไปเคลื่อนไหวทุกวัน แม้เป็นกิจกรรมเบา ๆ ลดการนั่งหรือนอนนิ่งเป็นเวลานาน และฝึกความแข็งแรง การทรงตัว และความยืดหยุ่นอย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ แต่ให้ปรึกษาแพทย์ก่อนถ้าไม่ได้ออกกำลังกายมานานหรือมีโรคประจำตัว

นักกายภาพบำบัดช่วยคุณแม่ฝึกลุกจากเก้าอี้ในห้องนั่งเล่น
นักกายภาพประเมินแรงและการทรงตัวก่อน แล้วเลือกท่าฝึกที่เริ่มได้อย่างปลอดภัย เช่น ฝึกลุกนั่งจากเก้าอี้

เริ่มอย่างไรให้ปลอดภัย

  • ลุกจากที่นั่งเป็นระยะตลอดวัน ไม่นั่งหรือนอนนิ่งนาน ๆ เดินในบ้านสั้น ๆ ไปรดน้ำต้นไม้ หยิบของ หรือเดินไปห้องน้ำเอง
  • แบ่งกิจกรรมเป็นช่วงสั้น ๆ แล้วพัก ดีกว่าทำครั้งเดียวนานจนหมดแรง
  • ให้ท่านทำเองในสิ่งที่ยังทำได้ เช่น แต่งตัว ตักข้าว เช็ดตัว ลูกหลานคอยดูอยู่ใกล้ ๆ แทนการทำให้ทุกอย่าง
  • ให้นักกายภาพประเมินก่อนเริ่มฝึกจริงจัง โดยเฉพาะท่านที่เคยล้ม เดินเซ หรือมีโรคหัวใจ นักกายภาพจะดูกำลังขา การทรงตัว และความเสี่ยงล้ม แล้วสอนท่าฝึกที่ทำต่อทุกวันได้
  • จัดทางเดินให้ปลอดภัย เปิดไฟให้สว่าง เก็บพรมและสายไฟ ให้ท่านใส่รองเท้าที่พื้นไม่ลื่น

หยุดทันทีถ้า

ถ้าเจ็บหรือแน่นหน้าอก หอบมากจนพูดไม่เป็นประโยค หรือเป็นลมระหว่างฝึก ให้หยุดทันทีและโทร 1669 ไม่ต้องรอดูอาการ ไม่ให้ท่านเดินต่อ และไม่ขับรถพาไปเอง ส่วนเวียนหัว ใจสั่น หรือปวดผิดปกติ ให้หยุดแล้วนั่งพัก ถ้าไม่ดีขึ้นหรือมีอาการในหัวข้อ 3 ให้โทร 1669

7. ผู้สูงอายุอ่อนเพลีย แบบไหนรอได้ แบบไหนรอไม่ได้ แผนตัดสินใจ 3 ระดับ

แผนด้านล่างเรียบเรียงจากคำแนะนำของ Cleveland Clinic และ NHS ใช้คู่กับวิจารณญาณของครอบครัว ถ้าไม่แน่ใจว่าอยู่ระดับไหน ให้เลือกระดับที่เร่งด่วนกว่าไว้ก่อน

ดูแลต่อที่บ้านได้ · เฝ้าดูใกล้ชิด

  • เหนื่อยหลังทำกิจกรรมมากกว่าปกติ หรือนอนไม่พอ 1–2 คืน แล้วดีขึ้นเมื่อได้พัก
  • ยังกินได้ ดื่มได้ ปัสสาวะสีปกติ ทำกิจวัตรเองได้เหมือนเดิม
  • สิ่งที่ทำต่อ: ชวนดื่มน้ำ (ท่านที่แพทย์สั่งจำกัดน้ำให้ดื่มตามที่แพทย์กำหนด) จัดเวลานอนให้สม่ำเสมอ ขยับทุกวัน และเริ่มจดบันทึก ถ้าไม่ดีขึ้นในไม่กี่วันให้ขยับไปขั้นถัดไป

โทรปรึกษาพยาบาลภายในวันนี้

พบแพทย์ภายในวันนี้หรือภายใน 24 ชั่วโมง

  • อ่อนเพลียร่วมกับปัสสาวะเล็ดมากขึ้น หนาวสั่น หรือพฤติกรรมเปลี่ยนเล็กน้อย ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อ
  • วัดอุณหภูมิได้ต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียส หรือมีไข้ ร่วมกับอ่อนเพลียมากขึ้น (ถ้าสับสนหรือซึมด้วย ให้โทร 1669)
  • ปัสสาวะเหลืองเข้ม ปัสสาวะน้อยกว่าปกติ ปากแห้ง เวียนหัว
  • อ่อนเพลียแย่ลงเร็วภายในไม่กี่วัน

นัดพบแพทย์ภายในสัปดาห์นี้ โดยไม่ต้องรอนัดตรวจเดิม

  • อ่อนเพลียต่อเนื่องเกินไม่กี่วัน ไม่รู้สาเหตุ หรือเป็นต่อเนื่องหลายสัปดาห์
  • ทำกิจวัตรที่เคยทำเองได้น้อยลง เดินช้าลงชัดเจน
  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ กินน้อยลงต่อเนื่อง
  • ซีดลง ใจสั่น เหนื่อยง่ายขึ้นเวลาเดิน
  • ง่วงทั้งวัน กรนดัง หายใจเฮือก หรือมีเสียงเหมือนสำลักตอนหลับ
  • เพิ่งเริ่มยาใหม่หรือปรับยาแล้วอ่อนเพลียลง (ห้ามหยุดยาเอง ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร)

ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที

  • หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงหรือชาซีกเดียว พูดไม่ชัด ตามัวฉับพลัน แม้อาการหายไปแล้ว
  • สับสนหรือซึมลงฉับพลัน ปลุกไม่ค่อยตื่น
  • อุณหภูมิกายต่ำกว่า 36 องศาเซลเซียสหรือมีไข้ ร่วมกับสับสน ซึม หรือพูดลำบาก
  • เป็นเบาหวานแล้วน้ำตาลต่ำจนซึม กลืนไม่ได้ หรือแก้ด้วยน้ำตาลแล้วไม่ดีขึ้น
  • เจ็บหน้าอก ปวดแขนหรือหลังส่วนบน หอบเหนื่อย
  • หัวใจเต้นเร็วหรือช้าผิดปกติมาก หรือเป็นลม
  • อ่อนเพลียหลังศีรษะกระแทก ร่วมกับปวดหัวหรือตามัว
  • ถ่ายอุจจาระดำหรืออาเจียนเป็นเลือด
  • พูดถึงการทำร้ายตัวเอง

ข้อผิดพลาดที่ครอบครัวมักทำ

  • คิดว่า "แก่แล้วก็เป็นแบบนี้" สาเหตุที่แก้ได้ เช่น ซีด ไทรอยด์ หรือยา ถูกปล่อยไว้นาน แก้ด้วยการพาไปตรวจเมื่ออาการเป็นเกินไม่กี่วันหรือทำกิจวัตรได้น้อยลง
  • ซื้อวิตามิน ยาบำรุงเลือด หรืออาหารเสริมให้เอง อาจไม่ตรงสาเหตุ บังอาการ หรือตีกับยาที่กินอยู่ แก้ด้วยการให้แพทย์หาสาเหตุก่อน แล้วใช้ตามที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ
  • ให้พักอยู่บนเตียงทั้งวันเพื่อ "เก็บแรง" กล้ามเนื้อยิ่งอ่อนแรง เดินยิ่งไม่ไหว แก้ด้วยการขยับทุกวันแบบเบา ๆ ตามที่แพทย์และนักกายภาพแนะนำ
  • หยุดยาเองเพราะคิดว่ายาทำให้เพลีย อาการโรคเดิมอาจกำเริบ แก้ด้วยการนำยาทั้งหมดไปให้แพทย์หรือเภสัชกรทบทวน
  • รอดูเมื่ออ่อนแรงซีกเดียวหรือพูดไม่ชัด "เผื่อหายเอง" เสียเวลาที่สำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง แก้ด้วยการโทร 1669 ทันทีแม้อาการดีขึ้นแล้ว
  • ไปพบแพทย์มือเปล่า เล่าอาการได้ไม่ครบ แก้ด้วยบันทึก 7 วันและถุงยาทุกตัว

เมื่อไรควรให้ทีมมืออาชีพช่วย

ครอบครัวส่วนใหญ่สังเกตอาการและจดบันทึกได้เอง แต่ถ้าไม่มีใครอยู่บ้านช่วงกลางวัน ไม่มีใครพาไปพบแพทย์ได้ หรือแพทย์ตรวจแล้วและอยากให้ท่านกลับมามีแรงอย่างปลอดภัย ทีมมืออาชีพช่วยแบ่งภาระได้ บริการของ KIN HomeCare ที่ตรงกับเรื่องนี้

  • กายภาพบำบัดที่บ้าน นักกายภาพประเมินกำลังกล้ามเนื้อ การทรงตัว และความเสี่ยงล้ม แล้ววางโปรแกรมฝึกที่ทำต่อได้ทุกวัน ครั้งละ 1,800 บาท ครั้งแรก 1,500 บาท ถึง 31 ธันวาคม 2569 คอร์ส 10 ครั้ง 15,000 บาท ให้บริการเฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ดูที่ บริการกายภาพบำบัดที่บ้าน
  • พยาบาลวิชาชีพเยี่ยมบ้าน วัดสัญญาณชีพ ประเมินอาการ ดูการกินดื่มและยาที่ใช้อยู่ แล้วแนะนำว่าควรพบแพทย์เร็วแค่ไหน ครั้งละ 1,800 บาท
  • พาไปโรงพยาบาล ผู้ดูแลรับที่บ้าน อยู่ด้วยตลอด และพากลับ 1,800 บาทต่อ 8 ชั่วโมง เกินคิดชั่วโมงละ 200 บาท ค่ารถคิดแยก ถ้าใช้รถพยาบาลของ KIN เริ่ม 2,000 บาทตามระยะทาง
  • นักบริบาลดูแลที่บ้าน ช่วยชวนดื่มน้ำ จัดมื้ออาหาร พาเดิน และจดบันทึกอาการให้ครอบครัวทุกวัน กะ 12 ชั่วโมง 1,800 บาทต่อวัน (จ้างรายวันขั้นต่ำ 3 วัน)

ทุกบริการออกใบเสร็จและใบรับรองแพทย์สำหรับยื่นเบิกประกันได้ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์ ทีมของเราไม่ได้วินิจฉัยโรค ถ้าพบสัญญาณที่ต้องพบแพทย์ จะแจ้งครอบครัวทันที

คำถามที่พบบ่อย

ผู้สูงอายุอ่อนเพลีย ไม่มีแรง เกิดจากอะไรได้บ้าง

เกิดได้จากหลายสาเหตุและมักเกิดร่วมกัน ที่พบบ่อยคือ ดื่มน้ำน้อย กินน้อย ยาบางกลุ่ม นอนไม่ดี ภาวะซีด ไทรอยด์ทำงานผิดปกติ เบาหวาน การติดเชื้อ ภาวะซึมเศร้า โรคหัวใจหรือไต และการนั่งนอนทั้งวัน ควรให้แพทย์ตรวจหาสาเหตุ ไม่ควรเดาเอง

ผู้สูงอายุง่วงทั้งวัน นั่งหลับตลอด ผิดปกติไหม

ถ้าเพิ่งเป็นหรือมากขึ้นชัดเจน ควรหาสาเหตุ เช่น กลางคืนนอนไม่หลับ ยาที่ทำให้ง่วง ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ภาวะซีด หรือไทรอยด์ แต่ถ้าง่วงซึมจนปลุกไม่ค่อยตื่น หรือสับสนขึ้นมาทันที ให้โทร 1669

ผู้สูงอายุซีด อ่อนเพลีย ควรกินยาบำรุงเลือดเองไหม

ไม่ควรกินเอง ภาวะซีดในผู้สูงอายุต้องหาสาเหตุก่อน เพราะบางครั้งเกิดจากเลือดออกในทางเดินอาหาร ให้แพทย์ตรวจเลือดแล้วสั่งยาให้ตรงสาเหตุ ถ้าถ่ายอุจจาระดำหรือมีเลือดปน ให้รีบไปโรงพยาบาล

อ่อนเพลียต้องตรวจอะไรบ้าง

ขึ้นกับประวัติและการตรวจร่างกาย แพทย์มักเริ่มจากซักประวัติ ทบทวนยา และอาจตรวจเลือดและปัสสาวะ เช่น หาภาวะซีด น้ำตาลในเลือด และการทำงานของไทรอยด์ การนำบันทึก 7 วันและยาทุกตัวไปด้วยช่วยให้แพทย์เลือกตรวจได้ตรงขึ้น

ผู้สูงอายุเป็นเบาหวาน อ่อนเพลีย วัดน้ำตาลได้ต่ำ ต้องทำอย่างไร

ถ้าค่าน้ำตาล 70 มก./ดล. หรือต่ำกว่า และท่านยังรู้ตัว กลืนได้ ให้กินน้ำตาลดูดซึมเร็วประมาณ 15 กรัมแล้ววัดซ้ำใน 15 นาที ตามขั้นตอนในหัวข้อ 2 ข้อ 7 ถ้าซึม หมดสติ หรือกลืนไม่ได้ ห้ามป้อนอะไรทางปาก โทร 1669 ทันที

ผู้สูงอายุไม่มีแรง ควรให้นอนพักหรือออกกำลังกาย

หลังแพทย์ตรวจแล้วไม่พบภาวะเร่งด่วน การขยับทุกวันแบบเบา ๆ ดีกว่านอนพักทั้งวัน เริ่มจากลุกเดินในบ้านสั้น ๆ เป็นระยะตลอดวัน และให้นักกายภาพประเมินก่อนฝึกความแข็งแรงจริงจัง โดยเฉพาะท่านที่เคยล้มหรือมีโรคหัวใจ

KIN HomeCare ส่งนักกายภาพมาช่วยฟื้นแรงที่บ้านได้ไหม

ได้ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กายภาพบำบัดที่บ้านครั้งละ 1,800 บาท ครั้งแรก 1,500 บาทถึง 31 ธันวาคม 2569 นักกายภาพจะประเมินก่อนแล้ววางโปรแกรมฝึกให้เหมาะกับท่าน ค่าเดินทางตามพื้นที่ เจ้าหน้าที่แจ้งก่อนยืนยันงาน

ปรึกษาทีม KIN HomeCare

ถ้าคุณพ่อคุณแม่อ่อนเพลียลงจนครอบครัวไม่แน่ใจว่าควรเริ่มตรงไหน โทรมาเล่าอาการได้ หรือส่งบันทึกอาการและรูปซองยาทาง LINE ทีมจะช่วยดูว่าควรพบแพทย์ก่อน ให้พยาบาลไปเยี่ยมบ้าน หรือเริ่มกายภาพบำบัดที่บ้าน

  • กายภาพบำบัดที่บ้าน โทร 095-767-6307 (สำรอง 061-881-9399)
  • พยาบาลเยี่ยมบ้าน นักบริบาล และพาไปโรงพยาบาล โทร 061-881-9399
  • LINE @KINHOMECARE
  • ปรึกษาฟรี ทีมช่วยประเมินว่าควรใช้บริการแบบไหน

ข้อมูลนี้เพื่อความรู้ทั่วไปสำหรับครอบครัว ไม่ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่

เขียนโดย พว.อรฤทัย บุญตวง (ว.5311192883) · ตรวจทานโดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ (ว.40854) · ราคาอ้างอิงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 โปรดยืนยันกับเจ้าหน้าที่ก่อนใช้บริการ