Living Will คือหนังสือแสดงเจตนาที่บุคคลทำไว้ล่วงหน้า ว่าไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย สิทธินี้รับรองไว้ใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 คนไทยจึงมักเรียกว่า "หนังสือแสดงเจตนา มาตรา 12" หัวใจของเอกสารนี้ไม่ใช่การปฏิเสธการดูแล แต่คือการบอกทุกคนว่าในวันที่ท่านไม่อาจแสดงเจตนาหรือสื่อสารความต้องการของตนได้ ท่านอยากให้ดูแลแบบไหน โดยท่านยังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคองและการบรรเทาอาการตามความเหมาะสม

หลายบ้านเริ่มคิดเรื่องนี้ในวันที่คุณพ่อคุณแม่ป่วยหนักและดูแลกันอยู่ที่บ้าน ลูกคนหนึ่งเคยได้ยินคุณแม่พูดว่า "ถ้าถึงเวลาแล้วไม่ต้องยื้อนะ" อีกคนกลัวว่าถ้าไม่ทำทุกอย่างเท่ากับทิ้งท่าน แล้วทุกคนก็ไม่กล้าเริ่มคุย บทความนี้เขียนสำหรับครอบครัวที่อยู่ตรงนั้น อธิบายว่าหนังสือแสดงเจตนาคืออะไร มีผลเมื่อไร ใครทำได้ เขียนอย่างไร ทำแบบ e-Living Will อย่างไร และจะชวนท่านคุยอย่างไรให้ไม่รู้สึกว่าถูกเร่ง

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • Living Will หรือหนังสือแสดงเจตนาตามมาตรา 12 คือเอกสารที่ท่านเขียนเองว่าไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากโรคหรือการบาดเจ็บที่รักษาไม่หาย เช่น การปั๊มหัวใจหรือใส่ท่อช่วยหายใจ ถ้าท่านเลือกไม่รับ
  • ผู้ทำหนังสือ ยังคงได้รับการดูแลรักษาแบบประคับประคอง ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2553 รวมถึงยาบรรเทาปวดและการดูแลเพื่อความสุขสบายตามความเหมาะสม
  • หนังสือใช้กับ 2 กรณีตามกฎกระทรวง คือ วาระสุดท้ายของชีวิต และการทรมานจากโรคหรือการบาดเจ็บที่รักษาไม่หาย แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้ประเมินในสถานการณ์จริง หนังสือนี้ไม่ได้มีไว้ปฏิเสธการรักษาเจ็บป่วยหรืออุบัติเหตุที่รักษาได้
  • ต้องเป็นเจตนาของท่านเอง ทำขณะมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ลูกเขียนแทนในนามท่านย้อนหลังไม่ได้ จึงควรคุยตั้งแต่ท่านยังตัดสินใจและบอกความต้องการของตนเองได้
  • ทำได้ทั้งแบบกระดาษ (แบบฟอร์มของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ หรือ สช.) และแบบ e-Living Will แก้ไขหรือยกเลิกได้ทุกเมื่อ
  • ให้สำเนาลูกทุกคน แจ้งแพทย์เจ้าของไข้ และเก็บไว้ในแฟ้มข้างเตียงเมื่อดูแลท่านที่บ้าน

1. Living Will คืออะไร และไม่ใช่อะไร

Living Will คือเอกสารบอกความต้องการของท่านเรื่องการรักษาในช่วงท้ายของชีวิต ทำไว้ล่วงหน้าเพื่อใช้ในวันที่ท่านไม่อาจแสดงเจตนาหรือสื่อสารความต้องการของตนได้ มาตรา 12 ยังกำหนดว่า เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขปฏิบัติตามเจตนานั้นแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิด ชื่อที่พบบ่อย เช่น หนังสือแสดงเจตนา มาตรา 12 · หนังสือแสดงเจตนาในวาระสุดท้ายของชีวิต · พินัยกรรมชีวิต หมายถึงเอกสารเดียวกัน

สิ่งที่ Living Will ไม่ใช่

  • ไม่ใช่พินัยกรรมแบ่งทรัพย์สิน เรื่องมรดก บ้าน ที่ดิน บัญชีธนาคาร เป็นอีกเอกสารหนึ่ง ควรปรึกษานักกฎหมาย
  • ไม่ใช่การเร่งให้เสียชีวิต แบบฟอร์มของ สช. ใช้ถ้อยคำว่า การตายอย่างสงบตามธรรมชาติ ไม่เร่งหรือยืดการตายออกไปโดยไม่ก่อให้เกิดประโยชน์
  • ไม่ใช่การทอดทิ้ง ท่านยังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคอง เช่น ยาบรรเทาปวด การพลิกตัว การดูแลช่องปากและผิวหนัง ตามความเหมาะสม
สิ่งที่หลายบ้านไม่รู้: Living Will ไม่ได้มีไว้บอกว่า "ไม่รักษา" แต่มีไว้บอกว่า "ท่านอยากให้ดูแลแบบไหน" รวมถึงอยากอยู่ที่บ้าน อยากฟังบทสวด หรืออยากให้ใครอยู่ข้าง ๆ

2. หนังสือแสดงเจตนามีผลเมื่อไร

กฎกระทรวง พ.ศ. 2553 ให้ใช้หนังสือได้ 2 กรณี ท่านจะระบุกรณีใดกรณีหนึ่งหรือทั้งสองกรณีก็ได้

  • วาระสุดท้ายของชีวิต คือภาวะจากการบาดเจ็บหรือโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ และแพทย์ผู้รับผิดชอบการรักษาวินิจฉัยจากการพยากรณ์โรคตามมาตรฐานทางการแพทย์ว่าจะนำไปสู่การตายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะเวลาอันใกล้ รวมถึงภาวะที่เปลือกสมองใหญ่สูญเสียหน้าที่อย่างถาวร จนขาดความสามารถในการรับรู้และติดต่อสื่อสารอย่างถาวร เหลือเพียงปฏิกิริยาตอบสนองอัตโนมัติ แนวทางของ สช. อธิบายว่าหมายถึงสภาพผักถาวร ที่คนทั่วไปเรียกว่าเจ้าชายนิทราหรือเจ้าหญิงนิทรา
  • การทรมานจากการเจ็บป่วย คือความทุกข์ทรมานทางกายหรือทางจิตใจที่เกิดจากการบาดเจ็บหรือโรคที่ไม่อาจรักษาให้หายได้ แนวทางของ สช. ยกตัวอย่าง เช่น อัมพาตสิ้นเชิงตั้งแต่คอลงไป โรคสมองเสื่อม โรคมะเร็ง หรือโรคเรื้อรังอื่นที่รักษาไม่หาย

ทั้งสองกรณี แพทย์ผู้รักษาเป็นผู้ประเมินในสถานการณ์จริงเป็นรายกรณี

สิ่งที่ปฏิเสธได้ กฎกระทรวงนิยามว่าคือวิธีการที่แพทย์นำมาใช้เพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายออกไป โดยไม่ทำให้ผู้ทำหนังสือพ้นจากความตายหรือยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย ทั้งนี้ผู้ทำหนังสือยังคงได้รับการดูแลรักษาแบบประคับประคอง แนวทางของ สช. ยกตัวอย่างบริการที่เลือกปฏิเสธได้ เช่น การผ่าตัด เคมีบำบัด การเจาะคอใส่ท่อช่วยหายใจ การกู้ชีพเมื่อหัวใจหยุดเต้น การเข้าห้องไอซียูเมื่ออยู่ในวาระสุดท้ายแล้ว การถ่ายเลือด และการล้างไต ท่านเลือกเองว่าจะปฏิเสธข้อใด และควรปรึกษาแพทย์ก่อนเขียน

เมื่อถึงเวลาใช้ กฎกระทรวงวางขั้นตอนไว้ดังนี้

  1. ถ้าท่านยังมีสติพอจะสื่อสารได้ ไม่ว่าด้วยการพูด การเขียน หรือท่าทาง แพทย์จะอธิบายภาวะของโรคให้ท่านฟังเพื่อขอคำยืนยันก่อน ความประสงค์ของท่านในขณะนั้นมาก่อนหนังสือเสมอ ท่านจะยืนยัน ขอระงับไว้ชั่วคราว หรือไม่ให้ทำตามหนังสือก็ได้
  2. ถ้าท่านไม่มีสติพอจะสื่อสารได้แล้ว แพทย์จะอธิบายภาวะของโรคและสิ่งที่เขียนในหนังสือให้ผู้ที่ท่านระบุชื่อไว้หรือญาติฟัง
  3. ถ้ามีปัญหาในการทำตามหนังสือ แพทย์จะปรึกษาผู้ที่ท่านระบุชื่อไว้หรือญาติ โดยคำนึงถึงเจตนาของท่าน

ครอบครัวควรเข้าใจตรงกันว่า หนังสือนี้ไม่ได้ทำให้ทุกเหตุการณ์ต้องงดการรักษา ถ้าท่านหกล้มกระดูกหัก สำลัก หรือติดเชื้อที่รักษาได้ในช่วงที่ยังไม่ใช่วาระสุดท้าย การตัดสินใจเป็นไปตามการประเมินของแพทย์ในสถานการณ์นั้น

3. ใครทำได้ และควรทำตอนไหน

ผู้ทำต้องเป็นตัวท่านเอง และต้องทำขณะมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ แบบฟอร์มฉบับล่าสุดของ สช. ขึ้นต้นด้วยข้อความยืนยันเรื่องนี้ จึงไม่ต้องรอให้ป่วยหนัก คนที่ยังแข็งแรงก็ทำได้

จังหวะที่ครอบครัวควรเริ่มคุย

  • เมื่อแพทย์บอกว่าโรคของท่านค่อย ๆ ทรุดลง หรือเริ่มพูดถึงการดูแลให้สบาย
  • ก่อนพาท่านกลับบ้านหลังนอนโรงพยาบาลนาน ช่วงที่ยังมีทีมแพทย์ให้ถาม (ดู คำถามที่ต้องถามก่อนออกจากโรงพยาบาล)
  • เมื่อท่านเริ่มหลงลืม ควรคุยตั้งแต่ระยะแรกที่ท่านยังตัดสินใจเองได้

ลูกทำแทนได้ไหม ลูกเขียนหนังสือในนามของท่านย้อนหลังไม่ได้ เพราะต้องเป็นเจตนาของตัวท่าน ถ้าท่านเขียนเองไม่สะดวก ลูกช่วยเขียนหรือพิมพ์ตามคำบอกของท่านได้ แล้วผู้เขียนแทนลงชื่อและเลขประจำตัวประชาชนกำกับ ถ้าท่านไม่รู้สึกตัวแล้วและไม่เคยทำไว้ ครอบครัวเล่าสิ่งที่ท่านเคยพูดให้แพทย์ฟังเพื่อประกอบการหารือได้ คู่มือของ สช. แนะนำให้ขอคำปรึกษาจากแพทย์ พยาบาล หรือนักกฎหมายที่เข้าใจเรื่องนี้ก่อนทำ

4. เขียนหนังสือแสดงเจตนาอย่างไร มีอะไรบ้าง

ใช้ภาษาที่ชัดพอให้บุคลากรสาธารณสุขทำตามได้ และมีข้อมูลหลักครบ กฎหมายไม่ได้กำหนดแบบฟอร์มตายตัว และทำ ณ สถานที่ใดก็ได้ กฎกระทรวง พ.ศ. 2553 ข้อ 3 วางข้อมูลที่เป็นแนวทางในการทำหนังสือไว้ ได้แก่ ชื่อ นามสกุล อายุ เลขประจำตัวประชาชน ที่อยู่หรือเบอร์โทรของผู้ทำ · วันที่ทำ · ชื่อ เลขประจำตัวประชาชนของพยานและความเกี่ยวข้องกับผู้ทำ · ประเภทบริการที่ไม่ต้องการรับ · ชื่อและเลขประจำตัวประชาชนของผู้เขียนหรือผู้พิมพ์แทน (ถ้ามี) พร้อมลายมือชื่อหรือลายพิมพ์นิ้วมือของผู้เกี่ยวข้อง

แบบฟอร์มตัวอย่างฉบับปี 2569 ของ สช. แบ่งหัวข้อให้เลือกตอบ ช่วยให้ระบุความต้องการได้เป็นระบบ

  1. สิ่งที่ท่านให้ความสำคัญ เช่น คุณภาพชีวิต ไม่อยากทุกข์ทรมาน หรืออยากมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุดแม้ต้องใช้เครื่องมือ (เลือกได้ทุกทาง ไม่ได้ชี้นำ)
  2. สภาวะที่ท่านยอมรับไม่ได้ เช่น ใช้เครื่องช่วยหายใจไปตลอดชีวิต หรือจำคนที่รักไม่ได้อย่างถาวร
  3. ขอบเขตการรักษา ตั้งแต่รักษาเต็มที่ ไปจนถึงรักษาตามอาการโดยไม่ใช้เครื่องพยุงชีพ หรือ "ยังตัดสินใจไม่ได้"
  4. การปั๊มหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ และเครื่องช่วยหายใจ ในวาระสุดท้าย ต้องการหรือไม่
  5. สถานที่ อยากใช้เวลาช่วงท้ายและอยากเสียชีวิตที่บ้าน โรงพยาบาล หรือที่อื่น
  6. ผู้ตัดสินใจแทน คนที่ท่านไว้ใจให้หารือกับทีมแพทย์เมื่อหนังสือไม่ชัด โดยยึดความต้องการของท่าน ผู้นี้ลงชื่อในหนังสือด้วย

เรื่องพยาน แนวทางของ สช. ที่อธิบายกฎกระทรวงฉบับนี้ระบุว่า การทำหนังสือ ควร มีพยานรู้เห็น เพื่อใช้ยืนยันเนื้อหาเมื่อมีข้อสงสัย แต่ถ้าไม่มีพยานก็ไม่ได้ทำให้หนังสือขาดความสมบูรณ์ แบบฟอร์มฉบับล่าสุดจึงเขียนว่าไม่มีพยานได้ กรณีที่ ต้อง มีพยานคือ ถ้าผู้ทำใช้ลายพิมพ์นิ้วมือแทนลายเซ็น ต้องมีพยานลงนามรับรองลายนิ้วมือนั้นสองคน

  • ถ้ามีพยาน ให้ระบุชื่อ นามสกุล เลขประจำตัวประชาชน ความเกี่ยวข้องกับผู้ทำ และให้พยานลงชื่อ
  • ถ้าทำที่โรงพยาบาล แนวทางแนะนำให้มีพยานทั้งฝั่งครอบครัวและฝั่งผู้ดูแลรักษา โดยแพทย์เจ้าของไข้และพยาบาลผู้จัดการรายกรณีของท่านไม่ควรลงนามเป็นพยาน ถ้าทำที่บ้านให้มีพยานตามความเหมาะสม

ท่านยังเขียนความปรารถนาอื่นได้ เช่น อยากเสียชีวิตที่ใด อยากให้นิมนต์พระ หรือให้ประกอบพิธีตามความเชื่อ

5. e-Living Will ของ สช. ทำอย่างไร

e-Living Will คือหนังสือแสดงเจตนาแบบอิเล็กทรอนิกส์ของ สช. ซึ่งทำได้ตาม พ.ร.บ.ธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้มีสำเนาเก็บไว้ในระบบของ สช. อีกทางหนึ่ง แต่อย่าเข้าใจว่าทุกโรงพยาบาลจะเห็นข้อมูลในระบบได้เองทันที จึงยังต้องแจ้งโรงพยาบาลที่รักษาประจำและเก็บฉบับกระดาษไว้ด้วย

  1. ค้นชื่อ "สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ" แล้วเข้าหัวข้อ e-Living Will มีแบบฟอร์มให้ดาวน์โหลด 3 แบบ (แบบที่ 3 เป็นฉบับล่าสุดปี 2569)
  2. พิมพ์แบบฟอร์ม นั่งคุยกับท่าน กรอกตามคำตอบของท่านเอง แล้วให้ท่าน ผู้ตัดสินใจแทน และพยาน (ถ้ามี) ลงชื่อ
  3. หมายเหตุท้ายแบบฟอร์มระบุว่า ถ่ายรูปเอกสารแล้วแนบไฟล์เพื่อสร้าง e-Living Will ในระบบของ สช. ได้
  4. แบบฟอร์มมีข้อยินยอมให้บุคลากรสุขภาพเข้าถึงข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์และส่งต่อให้สถานพยาบาลอื่น อ่านข้อนี้กับท่านให้เข้าใจก่อนลงชื่อ

ฉบับกระดาษสำคัญเพราะในวันฉุกเฉินที่บ้าน กระดาษที่ยื่นได้ทันทีมักใช้ได้เร็วกว่า ถ้าใช้ระบบไม่สะดวก หน้าเดียวกันมีช่องทางสอบถามทาง LINE ของ สช.

6. เก็บไว้ที่ไหน ให้ใครรู้ และแก้ไขอย่างไร

เก็บต้นฉบับไว้ที่หาง่าย และให้สำเนาแก่ทุกคนที่อาจต้องใช้ คู่มือของ สช. แนะนำให้ผู้ทำเก็บเองหรือมอบให้คนใกล้ชิดเก็บ แล้วให้สำเนาแก่ญาติ พยาน ผู้ตัดสินใจแทน และแพทย์ที่เคยรักษา

  • ต้นฉบับอยู่ในแฟ้มเดียวกับบัตรประจำตัวประชาชนและรายการยาของท่าน
  • สำเนาให้ลูกทุกคน รวมถึงลูกที่อยู่ไกล และถ่ายรูปเก็บในโทรศัพท์ของผู้ตัดสินใจแทน
  • สำเนาแนบในแฟ้มโรงพยาบาลที่ท่านรักษาประจำ กฎกระทรวงให้ยื่นหนังสือแก่บุคลากรของโรงพยาบาลโดยไม่ชักช้าเมื่อท่านเข้ารับการรักษา
  • ถ้ามีผู้ดูแลหรือพยาบาลมาที่บ้าน บอกให้รู้ว่าแฟ้มอยู่ที่ไหน

แก้ไขหรือยกเลิกได้ทุกเมื่อ ถ้ามีหลายฉบับ ฉบับล่าสุดคือฉบับที่ใช้ เมื่อท่านเปลี่ยนใจ ให้ทำฉบับใหม่ลงวันที่ แล้วแจ้งทุกคนที่ถือสำเนาและแพทย์โดยไม่ชักช้า ควรทบทวนกับท่านทุกครั้งที่อาการเปลี่ยนมาก

7. ชวนคุณพ่อคุณแม่คุยเรื่องนี้อย่างไรไม่ให้ท่านรู้สึกว่าถูกเร่ง

เริ่มจากถามว่าท่านให้ความสำคัญกับอะไร ไม่ใช่เริ่มจากกระดาษ หลายท่านไม่ได้กลัวเอกสาร แต่กลัวความรู้สึกว่าลูกกำลังเตรียมให้ท่านจากไป สิ่งสำคัญของการคุยเรื่องนี้จึงอยู่ที่การตั้งใจฟังท่าน มากกว่าการพยายามโน้มน้าว

ลูกสาวนั่งคุยกับคุณพ่อที่ระเบียงบ้าน มีแก้วชาวางบนโต๊ะ
การคุยเรื่องความต้องการในช่วงท้ายของชีวิตเริ่มได้จากบทสนทนาธรรมดาในบ้าน ไม่ต้องรอวันวิกฤต

ประโยคเปิดที่ใช้ได้

  • "หนูอยากรู้ว่าถ้าวันหนึ่งพ่อป่วยหนักจนบอกพวกเราเองไม่ได้ พ่ออยากให้ดูแลแบบไหน หนูจะได้ทำให้ถูกใจพ่อ"
  • "สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับแม่ตอนนี้คืออะไร อยากอยู่บ้าน อยากเจอใคร"

สิ่งที่ควรเลี่ยง

  • เปิดด้วยคำว่า "ไม่ยื้อ" หรือ "ไม่ปั๊ม" ตั้งแต่ประโยคแรก ท่านอาจรู้สึกว่าลูกตัดสินใจแทนไปแล้ว
  • คุยตอนท่านเหนื่อย ปวด หรือเพิ่งได้รับข่าวร้าย
  • ให้ลูกคนเดียวไปคุยแล้วมาบอกคนอื่น ควรนัดลูกทุกคนพร้อมกันอย่างน้อยหนึ่งครั้ง

ถ้าท่านยังไม่พร้อม ให้บอกว่า "ไม่เป็นไร ไว้คุยกันใหม่" การคุยครั้งแรกไม่จำเป็นต้องจบด้วยการเซ็น และแบบฟอร์มของ สช. ก็มีช่อง "ยังตัดสินใจไม่ได้" ให้เลือก

8. เมื่อท่านป่วยหนักที่บ้าน: ทำให้หนังสือแสดงเจตนาใช้ได้จริง

หนังสือจะช่วยท่านได้ก็ต่อเมื่อแพทย์ที่ดูแลรู้ และคนที่อยู่ข้างท่านหยิบมันได้ในนาทีที่ต้องใช้ เตรียม 4 เรื่องนี้

  1. แจ้งแพทย์เจ้าของไข้ ว่าท่านมีหนังสือแสดงเจตนา ขอให้บันทึกในแฟ้มโรงพยาบาล และถามว่ามีทีมดูแลแบบประคับประคองหรือหน่วยเยี่ยมบ้านที่ติดตามท่านได้หรือไม่
  2. ขอแผนการดูแลเป็นกระดาษ อาการที่ต้องเฝ้าดู ยาที่ใช้ เบอร์โทรที่ติดต่อได้ทั้งกลางวันกลางคืน และอาการแบบไหนที่ตกลงกันว่าจะพาไปโรงพยาบาล
  3. จัดแฟ้มเอกสารไว้ข้างเตียง รวบรวมบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาหนังสือแสดงเจตนา สรุปประวัติการรักษา และรายการยา แล้วบอกทุกคนในบ้านว่าแฟ้มอยู่ที่ไหน
  4. ตกลงล่วงหน้าว่าเหตุแบบไหนจะโทรหาใคร ในคืนฉุกเฉิน ทุกคนควรรู้ว่าจะโทรหาใครก่อน และใครเป็นผู้ตัดสินใจแทน

แยก 2 กรณีให้ชัดตั้งแต่วันนี้ แนวทางของ สช. ระบุว่า เมื่อมีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุ บุคลากรสาธารณสุขมีหน้าที่ช่วยชีวิตอย่างทันท่วงทีตามหลักจริยธรรมวิชาชีพ เมื่อทราบว่ามีหนังสือแสดงเจตนาจึงพิจารณาเคารพเจตนานั้นควบคู่กับการดูแลแบบประคับประคอง ครอบครัวจึงควรคุยกับแพทย์ไว้ก่อนว่าจะโทรหาใครในกรณีไหน

  1. อาการทรุดลงตามที่คาดไว้ของโรคในวาระสุดท้าย เช่น ซึมลงทีละน้อย กินดื่มน้อยลง หรือการหายใจเปลี่ยนแบบที่ทีมแพทย์อธิบายไว้ล่วงหน้า ให้ติดต่อทีมแพทย์หรือพยาบาลที่ดูแลท่านตามเบอร์ในแผนที่คุยกันไว้
  2. เหตุใหม่ที่อาจแก้ไขได้ หรือครอบครัวไม่แน่ใจ เช่น หกล้ม สำลัก เลือดออก หายใจลำบากขึ้นมาทันที ให้โทร 1669 ตามรายการด้านล่าง
พยาบาลวิชาชีพนั่งคุยกับลูกชายและลูกสาวที่โต๊ะในห้องนั่งเล่น มีแฟ้มเอกสารปิดวางอยู่
เตรียมแฟ้มเอกสารและแผนการดูแลไว้ด้วยกัน ทุกคนจะรู้ว่าต้องทำอะไรในวันที่ต้องใช้

ดูแลต่อที่บ้านได้ · เฝ้าดูใกล้ชิด

  • ง่วงซึมมากขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป กินดื่มน้อยลง ตามที่ทีมแพทย์บอกไว้ล่วงหน้า
  • ปวดหรือเหนื่อยในระดับที่ยาตามแผนของแพทย์ยังช่วยได้

โทรปรึกษาพยาบาลภายในวันนี้

ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที

  • เหตุใหม่ที่อาจแก้ไขได้ เช่น หกล้มศีรษะกระแทก กระดูกหัก สำลักอาหารติดคอ เลือดออกมาก หายใจลำบากขึ้นมาทันที
  • ชักครั้งแรก ชักนานเกิน 5 นาที หรือชักซ้ำโดยไม่ฟื้นระหว่างครั้ง (เกณฑ์ตามแนวทาง NHS สหราชอาณาจักร)
  • อาการทรมานรุนแรงที่ติดต่อทีมแพทย์ไม่ได้ และครอบครัวรับมือไม่ไหว หรือครอบครัวไม่แน่ใจว่าเป็นอาการทรุดตามที่คาดไว้หรือเป็นเหตุใหม่
  • เมื่อโทร 1669 ให้แจ้งว่าท่านมีหนังสือแสดงเจตนาและแผนการดูแลจากแพทย์ แล้วยื่นสำเนาให้เจ้าหน้าที่ การตัดสินใจ ณ จุดเกิดเหตุเป็นของบุคลากรทางการแพทย์ตามสถานการณ์จริง ดูวิธีเตรียมข้อมูลก่อนโทรที่ แผนฉุกเฉิน 1669 สำหรับผู้สูงอายุ

9. ดูแลความสบายช่วงท้ายที่บ้าน: สิ่งที่ครอบครัวทำได้

งานของครอบครัวคือสังเกต จดบันทึก ช่วยดูแลให้ท่านสุขสบายในชีวิตประจำวัน และแจ้งทีมแพทย์เมื่ออาการเปลี่ยน การเลือกยาและขนาดยาเป็นหน้าที่ของแพทย์ ข้อมูลส่วนนี้อ้างอิงคู่มือของ NHS สหราชอาณาจักร

  • ปวด ให้ยาตามที่แพทย์สั่งเท่านั้น ถ้าท่านบอกอาการเองไม่ได้ ให้สังเกตคิ้วขมวด ครางเวลาขยับ เกร็งตัว แล้วจดเวลาไว้บอกทีม
  • กินดื่มน้อยลง พบได้บ่อยในช่วงท้าย ไม่จำเป็นต้องฝืนให้ท่านกิน ถ้ากลืนไม่ไหวแล้ว ใช้สำลีชุบน้ำแตะริมฝีปากให้ชุ่มชื้นแทน ท่านที่ให้อาหารทางสาย การปรับปริมาณให้แพทย์ตัดสิน
  • หายใจเปลี่ยน อาจหายใจไม่สม่ำเสมอ มีช่วงหยุด หรือมีเสียงครืดคราดในลำคอ จัดท่าให้ศีรษะสูงขึ้นถ้าท่านสบายกว่า และแจ้งทีมแพทย์
  • มือเท้าเย็น สับสน ห่มผ้าบาง ๆ ให้อุ่นพอดี เปิดไฟสลัว ให้คนคุ้นเคยอยู่ใกล้ และแจ้งทีมถ้าท่านกระสับกระส่ายมาก เพราะอาจมีสาเหตุที่ช่วยบรรเทาได้

สิ่งที่มีค่ามากคือการอยู่ใกล้ ๆ จับมือ พูดกับท่านด้วยเสียงปกติ และให้คนที่ท่านอยากเจอได้มาหา ตามที่ท่านเขียนไว้ในหนังสือแสดงเจตนา

ข้อผิดพลาดที่ครอบครัวมักทำ

  • รอจนท่านตัดสินใจหรือบอกความต้องการเองไม่ได้แล้วค่อยคิดเรื่องนี้ ถึงตอนนั้นท่านทำหนังสือเองไม่ได้แล้ว ลูกต้องเดาใจกลางดึกในห้องฉุกเฉิน
  • ลูกคนเดียวรู้ ลูกคนอื่นไม่รู้ วันที่ต้องใช้จริงจึงโต้แย้งกันข้างเตียง ให้คุยพร้อมกันทุกคนและแจกสำเนาให้ครบ
  • เข้าใจว่าทำหนังสือแล้วคือ "ไม่ต้องดูแลอะไรแล้ว" ท่านอาจขาดยาบรรเทาอาการ ทั้งที่กฎกระทรวงระบุว่าผู้ทำหนังสือยังคงได้รับการดูแลรักษาแบบประคับประคอง
  • ทำหนังสือแล้วไม่บอกแพทย์เจ้าของไข้ หนังสือที่ไม่มีในแฟ้มโรงพยาบาลมักถูกหยิบมาใช้ไม่ทัน
  • คนดูแลหลักแบกทุกอย่างคนเดียว จนหมดแรงในช่วงที่ท่านต้องการคนข้าง ๆ มากที่สุด ดูสัญญาณและวิธีรับมือที่ สัญญาณผู้ดูแลหมดไฟ

เมื่อไรควรให้ทีมมืออาชีพช่วย

KIN HomeCare ไม่ได้รับทำหรือรับรองหนังสือแสดงเจตนา เรื่องเอกสารให้ทำร่วมกับแพทย์เจ้าของไข้ โรงพยาบาล หรือตามช่องทางของ สช. ส่วนที่ทีมของเราช่วยได้ คือการดูแลท่านที่บ้านให้เป็นไปตามแผนของแพทย์และความต้องการของท่าน

สัญญาณว่าครอบครัวอาจต้องมีคนช่วย คือ ท่านต้องพลิกตัวและเปลี่ยนผ้าอ้อมตลอดวัน คนดูแลไม่ได้นอนต่อเนื่องหลายคืน มีหัตถการที่ครอบครัวไม่มั่นใจ หรือทุกคนต้องทำงานประจำ ในกรณีมะเร็งระยะประคับประคอง KIN HomeCare รับดูแลต่อเนื่องตามแผนการรักษาของโรงพยาบาลหลัก แพทย์เจ้าของไข้ยังเป็นผู้กำหนดแผนและยาทั้งหมด

  • นักบริบาลดูแลที่บ้าน ช่วยพลิกตัว เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนอาหารหรือให้อาหารทางสายยาง ให้ยาตามที่แพทย์สั่ง และอยู่เป็นเพื่อน กะ 12 ชั่วโมง 1,800 บาทต่อวัน (ขั้นต่ำ 3 วัน) มีกะกลางคืน 20:00–08:00 กะ 24 ชั่วโมง 2,500 บาทต่อวัน รายเดือนเริ่ม 30,000 บาท ดูที่ บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน
  • พยาบาลวิชาชีพเยี่ยมบ้าน สำหรับหัตถการตามแผนของแพทย์ เช่น ทำแผล เปลี่ยนสายให้อาหาร เปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ เริ่ม 1,200 บาทต่อครั้ง หรือพยาบาลกะ 12 ชั่วโมง 3,500 บาทต่อวัน ดูที่ พยาบาลเยี่ยมบ้านทำอะไรได้บ้าง และ บริการพยาบาลที่บ้าน
  • ถ้าเพิ่งออกจากโรงพยาบาลและจ้างนักบริบาลรายเดือน มีโปร "กลับบ้านพร้อมดูแล" แถมพยาบาลวิชาชีพเยี่ยมบ้าน 1 ครั้งภายใน 3 วันแรก เพื่อประเมินอาการและวางแผนการดูแลเป็นเอกสาร เฉพาะกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำสัญญาถึง 31 ธันวาคม 2569

คำถามที่พบบ่อย

Living Will คืออะไร

Living Will คือหนังสือแสดงเจตนาตาม พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ที่บุคคลทำไว้ล่วงหน้า ว่าไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย ผู้ทำยังคงได้รับการดูแลแบบประคับประคองและการบรรเทาอาการตามความเหมาะสม

หนังสือแสดงเจตนา living will มีผลตามกฎหมายไหม

มี สิทธินี้รับรองในมาตรา 12 และมีกฎกระทรวง พ.ศ. 2553 กำหนดวิธีปฏิบัติ หนังสือใช้กับวาระสุดท้ายของชีวิต หรือการทรมานจากโรคหรือการบาดเจ็บที่รักษาไม่หาย ตามที่แพทย์ผู้รักษาประเมิน ถ้าท่านยังมีสติพอจะสื่อสารได้ แพทย์จะถามความประสงค์ของท่านในขณะนั้นก่อน

living will ต้องมีพยานไหม

แนวทางของ สช. แนะนำว่าควรมีพยานรู้เห็น แต่ถ้าไม่มีพยานก็ไม่ทำให้หนังสือขาดความสมบูรณ์ แบบฟอร์มฉบับล่าสุดจึงเขียนว่าไม่มีพยานได้ ข้อที่ต้องมีคือ ถ้าใช้ลายพิมพ์นิ้วมือแทนลายเซ็น ต้องมีพยานลงนามรับรองสองคน ถ้ามีพยาน ให้ระบุชื่อ เลขประจำตัวประชาชน ความเกี่ยวข้อง และให้พยานลงชื่อ

ต้องอายุเท่าไรจึงทำ Living Will ได้

กฎหมายไม่ได้กำหนดอายุไว้ แนวทางของ สช. แนะนำเกณฑ์ 18 ปีบริบูรณ์ ผู้ที่อายุต่ำกว่านั้นต้องได้รับความยินยอมจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้อุปการะเลี้ยงดูก่อน

ถ้าญาติหรือทีมรักษาเห็นไม่ตรงกับหนังสือ ต้องทำอย่างไร

แพทย์ผู้รักษาจะปรึกษาผู้ที่ท่านระบุชื่อไว้ในหนังสือ หรือญาติใกล้ชิดถ้าไม่ได้ระบุ ถ้ายังหาข้อยุติร่วมกันไม่ได้ แนวทางของ สช. ให้แพทย์คำนึงถึงเจตนาของผู้ทำหนังสือและหลักการดูแลแบบประคับประคองเป็นสำคัญ โรงพยาบาลบางแห่งมีคณะกรรมการจริยธรรมช่วยให้ความเห็น ทางป้องกันคือคุยพร้อมกันทุกคนตั้งแต่วันนี้

ถ้าผู้ทำหนังสือตั้งครรภ์อยู่ หนังสือมีผลอย่างไร

กฎกระทรวงให้ดำเนินการตามหนังสือได้เมื่อพ้นจากสภาพการตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์แพทย์จะระงับการทำตามหนังสือไว้ชั่วคราว

ลูกทำหนังสือแสดงเจตนาแทนพ่อแม่ที่ไม่รู้สึกตัวแล้วได้ไหม

ไม่ได้ หนังสือต้องเป็นเจตนาของตัวท่าน ทำขณะมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ ลูกช่วยเขียนตามคำบอกของท่านได้ แต่เขียนในนามท่านย้อนหลังไม่ได้ ถ้าท่านไม่เคยทำไว้ ครอบครัวเล่าสิ่งที่ท่านเคยพูดให้แพทย์ฟังเพื่อประกอบการหารือได้

e-Living Will ทำอย่างไร

ดาวน์โหลดแบบฟอร์มจากหน้า e-Living Will ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กรอกและลงชื่อ แล้วถ่ายรูปแนบไฟล์เข้าระบบ e-Living Will ของ สช. ตามหมายเหตุท้ายแบบฟอร์ม ควรเก็บฉบับกระดาษไว้ด้วย

ทำ living will แล้ว ยังได้ยาแก้ปวดและการดูแลไหม

ได้ กฎกระทรวงเขียนไว้ว่าผู้ทำหนังสือยังคงได้รับการดูแลรักษาแบบประคับประคอง สิ่งที่หนังสือปฏิเสธคือบริการที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตาย หรือการรักษาที่เกินความจำเป็นและก่อความทุกข์ทรมาน ไม่ใช่การบรรเทาอาการ ส่วนยาและการดูแลแต่ละอย่างเป็นไปตามข้อบ่งชี้และแผนของแพทย์

ปรึกษาทีม KIN HomeCare

ถ้าครอบครัวกำลังจะพาคุณพ่อคุณแม่กลับมาดูแลที่บ้านในช่วงที่ท่านป่วยหนัก และอยากรู้ว่าต้องมีคนช่วยแค่ไหน โทรมาคุยกันก่อนได้ ไม่ต้องรีบตัดสินใจทางโทรศัพท์ ถ้ามีสรุปแผนการรักษาจากโรงพยาบาล ส่งมาทาง LINE ได้ ทีมจะช่วยดูว่าควรเริ่มด้วยการดูแลแบบไหน

  • โทร 061-881-9399 (นักบริบาล · พยาบาลวิชาชีพ · เช่าอุปกรณ์)
  • LINE @KINHOMECARE
  • ประเมินราคานักบริบาลหรือพยาบาลด้วยตัวเองที่ แบบฟอร์มขอใช้บริการ
  • ปรึกษาฟรี ให้บริการนักบริบาลและพยาบาลถึงบ้านทั่วประเทศ ค่าเดินทางตามพื้นที่ เจ้าหน้าที่แจ้งก่อนยืนยันงาน

ข้อมูลกฎหมาย ณ ตุลาคม 2569 · บทความนี้เพื่อความรู้ทั่วไปสำหรับครอบครัว ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย และไม่ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่

เขียนโดย พว.อรฤทัย บุญตวง (ว.5311192883) · ตรวจทานโดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ (ว.40854) · ราคาอ้างอิงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 โปรดยืนยันกับเจ้าหน้าที่ก่อนใช้บริการ