การดูแลผู้ป่วยเจาะคอที่บ้าน แบ่งเป็น 3 ระดับที่ครอบครัวควรแยกให้ออกตั้งแต่วันแรก ระดับแรกคืองานประจำวันที่ครอบครัวเรียนรู้จากโรงพยาบาลแล้วทำต่อได้ เช่น การจัดท่านอน การดูแลความสะอาดและความชื้น การสื่อสารกับท่านเมื่อพูดไม่ได้ และการเฝ้าสังเกต ระดับที่สองคือ งานดูแลที่ต้องฝึกเฉพาะ อย่างการดูดเสมหะและการดูแลท่อเจาะคอ ซึ่งต้องทำโดยคนที่ผ่านการฝึกงานนั้นจริง ๆ ระดับที่สามคือการเปลี่ยนท่อเจาะคอหรือแก้ปัญหาที่ตัวท่อ ซึ่งเป็นงานของทีมการแพทย์ หรือทำตามที่โรงพยาบาลสอนและประเมินเป็นรายบุคคลเท่านั้น ครอบครัวไม่ควรลองเอง ส่วนสัญญาณที่ต้องโทร 1669 ทันที คือหายใจลำบาก ท่อหลุดหรือตัน เลือดออกมาก และริมฝีปากเขียวคล้ำ
หลายบ้านรับคุณพ่อหรือคุณแม่กลับจากโรงพยาบาลพร้อมท่อเจาะคอ พยาบาลสอนให้ครั้งสองครั้งก่อนกลับ พอถึงบ้านคืนแรกความกังวลก็เริ่มมา ได้ยินเสียงครืดคราดในลำคอตอนตีสอง ท่านพูดไม่ได้จึงบอกไม่ได้ว่าอึดอัดตรงไหน และในหัวก็วนอยู่กับคำถามว่าถ้ามีอะไรผิดปกติเราจะรู้ทันไหม บทความนี้ไม่ใช่คู่มือสอนทำหัตถการ แต่เป็นภาพรวมที่ครอบครัวควรมี คือควรขออะไรจากโรงพยาบาลก่อนกลับ เตรียมบ้านอย่างไร งานไหนเป็นของใคร และเมื่อไรต้องเรียกความช่วยเหลือทันที
สรุปสั้นสำหรับคนรีบ
- งานประจำวันที่ครอบครัวทำได้คือ จัดท่านอนศีรษะสูง ดูแลความสะอาดรอบคอตามที่ทีมโรงพยาบาลสอน เตรียมวิธีสื่อสาร และเฝ้าสังเกตลมหายใจ สีผิว และเสียงที่เปลี่ยนไป
- การดูดเสมหะและการดูแลท่อเจาะคอเป็นงานที่ต้องฝึกเฉพาะ ควรทำโดยคนที่ผ่านการฝึกงานนั้นและมีทีมพยาบาลกำกับ ไม่ใช่สิ่งที่เรียนจากบทความหรือวิดีโอแล้วลงมือเอง
- การเปลี่ยนท่อเจาะคอและการแก้ปัญหาที่ตัวท่อเป็นงานของทีมการแพทย์ หรือทำตามที่โรงพยาบาลสอนและประเมินเป็นรายบุคคลเท่านั้น ครอบครัวไม่ควรลองเอง
- ก่อนกลับบ้านต้องขอให้ครบ 7 อย่าง คือ การสอนครอบครัวจนทำให้ดูได้ สรุปวิธีดูแล ชนิดและขนาดท่อ อุปกรณ์สำรอง เบอร์ติดต่อนอกเวลา วันนัดครั้งถัดไป และข้อจำกัดของท่าน
- หายใจลำบาก ท่อหลุดหรือตัน เลือดออกมาก ริมฝีปากหรือใบหน้าเขียวคล้ำ ซึมลงมาก ให้โทร 1669 ทันที ไม่ต้องรอดูอาการ และทำตามแผนฉุกเฉินรายบุคคลที่โรงพยาบาลสอนไว้เท่านั้น
- ผู้ดูแลที่อยู่คนเดียวทั้งคืนเหนื่อยเร็วและพลาดง่าย การมีคนผลัดกะกลางคืนและมีพยาบาลมาประเมินเป็นรอบ ช่วยให้ทั้งท่านและครอบครัวอุ่นใจขึ้น
1. เจาะคอคืออะไร และครอบครัวควรเข้าใจอะไรก่อน
การเจาะคอคือการทำช่องเปิดที่ลำคอเพื่อวางท่อช่วยให้อากาศเข้าออกทางเดินหายใจได้ เหตุผลที่แพทย์เลือกวิธีนี้มีหลายแบบ และแต่ละท่านไม่เหมือนกัน บางท่านต้องใช้ท่อเป็นการชั่วคราว บางท่านต้องใช้ต่อเนื่องยาว จึงเป็นเรื่องที่ควรถามทีมแพทย์ให้ชัดว่า ท่านของเรามีท่อชนิดไหน ต้องใช้นานแค่ไหน และมีแผนประเมินซ้ำเมื่อไร
สิ่งที่ครอบครัวควรเข้าใจตั้งแต่ต้นมี 3 เรื่อง
- ท่อมักเป็นทางหายใจสำคัญ แต่ไม่เหมือนกันทุกราย บางท่านยังหายใจทางจมูกและปากได้ด้วย ควรถามทีมว่าท่านของเราเป็นแบบไหน และเมื่อท่อมีปัญหาต้องทำอย่างไร ตำแหน่งท่อ เสียงลมหายใจ หรือเสมหะที่เปลี่ยนไปจึงไม่ควรมองข้าม
- ทุกท่านไม่เหมือนกัน ชนิดท่อ อุปกรณ์ และวิธีดูแลที่โรงพยาบาลสอนอาจต่างกันได้ ให้ยึดตามที่ทีมที่ดูแลท่านโดยตรงสอน ไม่ยึดตามบ้านอื่นหรือข้อมูลในอินเทอร์เน็ต
- กังวลได้ ไม่ผิด ครอบครัวส่วนใหญ่กังวลในช่วงสัปดาห์แรก ความกังวลเป็นเรื่องปกติ ช่วยเตือนให้เราเตรียมความพร้อมและขอความช่วยเหลือ ไม่ได้หมายความว่าเราดูแลไม่ได้
2. ก่อนกลับบ้าน ต้องขออะไรจากโรงพยาบาลบ้าง
ก่อนรับท่านกลับ ให้ขอสิ่งเหล่านี้ให้ครบทั้ง 7 ข้อ และจดหรือถ่ายรูปไว้ในที่ที่ทุกคนในบ้านหาเจอ การเตรียมคำถามอื่น ๆ ก่อนออกจากโรงพยาบาลอ่านเพิ่มได้ที่ ก่อนรับคุณพ่อคุณแม่กลับจากโรงพยาบาล ต้องถามอะไรบ้าง
- การสอนครอบครัวจนทำให้ดูได้จริง ไม่ใช่แค่ดูพยาบาลทำ ให้ขอลองทำงานที่ครอบครัวรับผิดชอบต่อหน้าพยาบาล และถามตรง ๆ ว่างานส่วนไหนที่โรงพยาบาลไม่ได้สอนให้ครอบครัวทำเอง
- สรุปวิธีดูแลเป็นลายลักษณ์อักษร ตามที่ทีมที่ดูแลท่านกำหนด เพื่อให้ทุกคนที่ดูแลท่านทำตามเดียวกัน
- ชนิดและขนาดของท่อที่ท่านใช้ จดไว้ในที่ที่หยิบได้ทันที เผื่อต้องแจ้งเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์หรือแจ้งโรงพยาบาลอื่น
- อุปกรณ์สำรองและของสิ้นเปลือง ถามว่าอะไรที่ต้องมีสำรองไว้ที่บ้านตลอด อะไรที่ต้องหาเพิ่มเมื่อหมด และหาได้จากไหน
- เบอร์ติดต่อนอกเวลา ถามว่าถ้ามีปัญหากลางคืนหรือวันหยุดให้โทรหน่วยไหน และเมื่อไรให้ไปห้องฉุกเฉินหรือโทร 1669 โดยตรง
- วันนัดครั้งถัดไป และสิ่งที่ทีมจะประเมินในครั้งนั้น
- ข้อจำกัดของท่าน เช่น กินอาหารทางปากได้หรือไม่ ต้องให้ออกซิเจนหรือไม่ ท่านอนแบบไหนที่ควรหลีกเลี่ยง
เคล็ดลับ: ถ่ายรูปกระดาษสรุปและเบอร์โทรไว้ในมือถือของทุกคนที่ดูแลท่าน แล้วติดสำเนาไว้ข้างเตียง เวลาตกใจ คนเรามักจำอะไรไม่ได้ แต่อ่านกระดาษที่ติดอยู่ตรงหน้าได้
3. เส้นแบ่งงาน 3 ระดับ ใครทำอะไรได้
หลักคิดที่ KIN HomeCare ใช้กับทุกบ้านคือ งานที่โรงพยาบาลสอนให้ครอบครัวทำต่อเองที่บ้านได้ นักบริบาลที่ผ่านการฝึกงานนั้นทำแทนได้ ส่วนงานที่เป็นหัตถการทางการพยาบาลเป็นของพยาบาลวิชาชีพ เมื่อมาดูเรื่องเจาะคอ เส้นแบ่งจะเป็นดังนี้
ระดับที่ 1 งานประจำวันที่ครอบครัวและนักบริบาลทั่วไปทำได้
- จัดท่านอนและท่านั่งให้ศีรษะสูงตามที่ทีมแนะนำ
- ช่วยดูแลความสะอาดของร่างกาย เปลี่ยนเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน โดยระวังไม่ให้ผ้าหรือของใด ๆ ปิดหรือดึงรั้งบริเวณท่อ
- ดูแลความสะอาดรอบคอและความชื้นของอากาศในห้องตามที่ทีมโรงพยาบาลสอน
- ช่วยเรื่องอาหารและน้ำตามแผนของแพทย์
- ช่วยสื่อสารกับท่าน ตอบกริ่งทันที อยู่ใกล้ ๆ ให้ท่านรู้สึกปลอดภัย
- สังเกตและจดบันทึก สีผิว ลักษณะการหายใจ ปริมาณและสีของเสมหะ อุณหภูมิ แล้วรายงานตามเกณฑ์ที่ทีมกำหนด
ระดับที่ 2 งานดูแลที่ต้องฝึกเฉพาะ
การดูดเสมหะและการดูแลท่อเจาะคอเป็นงานกลุ่มนี้ คือต้องทำโดย นักบริบาลที่ผ่านการฝึกงานนั้น ภายใต้การกำกับของทีมพยาบาลวิชาชีพ ราคาเท่านักบริบาลทั่วไป เหตุผลที่ต้องเป็นคนที่ผ่านการฝึกคือ แนวปฏิบัติทางคลินิกระดับสากลเรื่องการดูดเสมหะผ่านท่อทางเดินหายใจเทียม ซึ่งรวมท่อเจาะคอ (AARC Clinical Practice Guidelines, Respiratory Care, 2022) กำหนดเงื่อนไขความปลอดภัยไว้หลายข้อ ทั้งเรื่องจังหวะที่ควรดูด เทคนิคปลอดเชื้อ และการเลือกอุปกรณ์ให้พอดีกับท่อ ต้องขอบอกตรง ๆ ว่าแนวปฏิบัติฉบับนี้เขียนสำหรับบุคลากรในโรงพยาบาลเป็นหลัก ไม่ได้เขียนเพื่อให้ครอบครัวทำเองที่บ้าน บทความนี้จึงจะไม่สอนขั้นตอนหรือตั้งค่าใด ๆ ให้ และขอให้ครอบครัวเรียนงานส่วนนี้จากพยาบาลที่ดูแลท่านโดยตรงเท่านั้น
ระดับที่ 3 งานของทีมการแพทย์และโรงพยาบาล
- การเปลี่ยนท่อเจาะคอตามรอบหรือเมื่อมีปัญหา ซึ่งเป็นงานของทีมการแพทย์ หรือทำตามที่โรงพยาบาลสอนและประเมินเป็นรายบุคคลเท่านั้น ครอบครัวไม่ควรลองเอง
- การประเมินว่าท่อตันหรือเลื่อนตำแหน่ง และการแก้ปัญหาที่ตัวท่อ
- การตัดสินใจเรื่องชนิดท่อ การปรับ หรือเลิกใช้ท่อ
- แผลรอบช่องเจาะที่แดง บวม มีหนอง หรือมีเลือดออก ซึ่งต้องให้พยาบาลหรือแพทย์ประเมิน
ถ้าเกิดเหตุที่ตัวท่อ ให้ โทร 1669 ทันที และทำตามแผนฉุกเฉินรายบุคคลที่โรงพยาบาลสอนไว้ ครอบครัวและผู้ดูแลไม่ควรลองแก้ท่อเองนอกเหนือจากแผนนั้น
4. เตรียมบ้านให้พร้อมก่อนท่านกลับ
ห้องที่เหมาะคือห้องที่ผู้ดูแลเดินเข้าถึงได้ง่ายจากทุกด้านของเตียง อยู่ใกล้ห้องน้ำและใกล้ที่นั่งของผู้ดูแล ถ้าเป็นบ้านสองชั้น ให้จัดห้องชั้นล่างหากทำได้ เพราะเวลาฉุกเฉินเจ้าหน้าที่ต้องเข้าถึงตัวท่านและเคลื่อนย้ายท่านออกจากบ้านได้ง่าย

รายการที่ควรเตรียม
- เตียงที่ยกหัวได้ การนอนศีรษะสูงช่วยให้หายใจสบายขึ้นสำหรับหลายท่าน และช่วยเรื่องเสมหะ ควรถามทีมที่ดูแลว่าท่านควรยกสูงระดับไหน ถ้าบ้านยังไม่มีเตียงที่ปรับได้ ดู หน้าเช่าอุปกรณ์ ได้ ทีมส่ง ติดตั้ง และสาธิตการใช้งานถึงบ้าน เตียงไฟฟ้าพร้อมที่นอนเริ่ม 4,500 บาทต่อเดือน (มัดจำ 9,000 บาท) มีทั้งให้เช่าและจำหน่าย ราคาจำหน่ายสอบถาม 061-881-9399
- ระบบไฟฟ้าที่เสถียร ถ้าท่านต้องใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า ให้ตรวจปลั๊กว่ามีเต้ารับพอ ไม่ต่อพ่วงหลายชั้น และไม่มีสายพาดทางเดิน ถามทีมแพทย์ด้วยว่าถ้าไฟดับต้องมีแผนสำรองอย่างไร
- ออกซิเจน เฉพาะเมื่อแพทย์สั่ง ถ้าแพทย์กำหนดให้ท่านใช้ออกซิเจนที่บ้าน ให้ศึกษาการตั้งเครื่องและความปลอดภัยเพิ่มเติมที่ ใช้เครื่องผลิตออกซิเจนที่บ้าน ไฟดับทำอย่างไร เครื่องร้องเตือนเพราะอะไร อัตราการไหลเป็นไปตามที่แพทย์สั่ง ห้ามปรับเอง เครื่องผลิตออกซิเจน 5 ลิตรเช่าเริ่ม 2,500 บาทต่อเดือน (มัดจำ 8,000 บาท) และ 10 ลิตรใช้ต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง 4,000 บาทต่อเดือน (มัดจำ 11,600 บาท)
- ชุดอุปกรณ์สำรองตามรายการที่โรงพยาบาลให้ เก็บรวมไว้ที่เดียวในกล่องที่หยิบง่าย ไม่ปะปนกับของอื่น และเช็กวันหมดอายุเป็นระยะ
- กริ่งหรือวิธีเรียกคน ที่ท่านกดเองได้ง่าย วางไว้ในระยะมือเสมอ
- ไฟส่องสว่างพอ ให้ผู้ดูแลมองเห็นสีผิวและริมฝีปากของท่านได้ชัดแม้ตอนกลางคืน เมื่อจะประเมินการหายใจให้เปิดไฟให้สว่างพอเห็นสีผิวและริมฝีปากได้ชัด ไม่ควรดูสีผิวใต้ไฟสลัว ถ้าแพทย์แนะนำให้มีเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ใช้ช่วยเฝ้าระวังได้ แต่ถ้าเห็นสัญญาณอันตรายไม่ต้องรอค่าจากเครื่องก่อนโทร 1669
- เบอร์ฉุกเฉิน 1669 และเบอร์โรงพยาบาลที่ดูแล ติดที่ข้างเตียง พร้อมที่อยู่บ้านที่เขียนชัดเจน เผื่อผู้ดูแลตกใจจนพูดที่อยู่ไม่ออก
- ความสะอาดของห้อง เก็บฝุ่น ขนสัตว์ และควันต่าง ๆ ออกจากห้อง ไม่สูบบุหรี่หรือจุดธูปควันแรงใกล้ท่าน
5. หลักทั่วไปเรื่องความสะอาดและความชื้น (ตามที่ทีมโรงพยาบาลสอน)
คำตอบตรง ๆ คือ ครอบครัวควรดูแลให้ผิวรอบช่องเจาะและเสื้อผ้าบริเวณคอสะอาดและแห้งอยู่เสมอ และยึดวิธีที่ทีมโรงพยาบาลสอนเป็นหลัก เพราะวัสดุและวิธีทำความสะอาดที่เหมาะสมขึ้นกับชนิดท่อและสภาพผิวของแต่ละท่าน
สิ่งที่มักเป็นหลักทั่วไป
- ล้างมือก่อนและหลังสัมผัสบริเวณคอหรืออุปกรณ์เสมอ เป็นวิธีป้องกันการติดเชื้อที่ง่ายและได้ผลที่สุด
- สังเกตผิวรอบช่องเจาะทุกวัน สีผิว ความชื้น กลิ่น และสิ่งที่ซึมออกมา ถ้าเปลี่ยนไปจากที่เคยเห็นให้จดและแจ้งพยาบาล
- ความชื้นในอากาศ อากาศที่เข้าทางท่อเจาะคอไม่ได้ผ่านจมูก จึงขาดการอุ่นและการปรับความชื้นตามธรรมชาติ ทีมโรงพยาบาลจึงมักแนะนำวิธีเพิ่มความชื้นให้ท่าน ให้ถามว่าที่บ้านของท่านควรใช้วิธีไหนและใช้อย่างไร
- ระวังของที่อาจเข้าท่อ ผ้าสำลี เศษผ้า ผง หรือน้ำไม่ควรเข้าใกล้ปากท่อ เวลาอาบน้ำเช็ดตัวให้ระวังน้ำกระเด็นเข้าบริเวณคอ
- ผ้าคลุมคอ การใช้ผ้าบาง ๆ คลุมช่วยกันฝุ่นและดูเรียบร้อยได้ แต่ต้องไม่ปิดจนหายใจไม่สะดวก และไม่หนาจนมองไม่เห็นสีผิวหรือดึงรั้งท่อ ให้ถามทีมว่าแบบไหนที่เหมาะกับท่านของเรา
การดูดเสมหะและการทำความสะอาดท่อเจาะคอโดยตรง กลับไปอ่านระดับที่ 2 ในหัวข้อ 3 อีกครั้ง คือต้องให้คนที่ผ่านการฝึกทำ ไม่ใช่งานที่ครอบครัวจะเรียนรู้จากบทความ
6. การสื่อสารเมื่อท่านพูดไม่ได้
หลายท่านที่เจาะคออยู่พูดไม่ได้หรือพูดได้ยาก และนี่คือความทุกข์ที่ลูกหลานมองข้ามบ่อยที่สุด ท่านที่พูดไม่ได้ ก็ไม่ได้แปลว่าความคิดและการรับรู้เสียไป แต่ความสามารถด้านการคิดของแต่ละท่านขึ้นกับโรคเดิม ควรให้ทีมแพทย์ประเมินเป็นรายบุคคล สิ่งที่หลายท่านเจอเหมือนกันคือบอกความต้องการไม่ได้ ความรู้สึกที่ต้องกดกริ่งแล้วรอ หรือบอกไม่ได้ว่าปวดตรงไหน ทำให้ท่านหงุดหงิดหรือเก็บตัวได้ การเตรียมวิธีสื่อสารไว้ก่อนช่วยได้มาก

วิธีที่ใช้ได้จริงที่บ้าน
- กระดานตัวอักษรหรือกระดานภาพ ทำเองได้จากกระดาษแข็ง เขียนคำสั้น ๆ ที่ใช้บ่อย เช่น น้ำ ปวด ห้องน้ำ ร้อน หนาว หรือใส่ภาพที่ท่านชี้ได้
- สัญญาณมือ ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เช่น ยกนิ้วหนึ่งแปลว่าใช่ สองนิ้วแปลว่าไม่ และสัญญาณเฉพาะสำหรับ "อึดอัดหายใจไม่สะดวก" ที่ทุกคนในบ้านต้องจำได้ตรงกัน
- กริ่งที่กดง่าย วางไว้ในระยะมือทั้งสองข้าง เผื่อท่านใช้มือข้างที่ไม่ถนัด
- ถามคำถามที่ตอบได้ด้วยใช่หรือไม่ และให้เวลาท่านตอบ ไม่เร่ง ไม่เดาแทน
- ชวนคุยเรื่องทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะเรื่องอาการ ท่านยังอยากรู้ข่าวลูกหลาน ข่าวเพื่อนบ้าน หรือฟังเพลงที่ชอบ
ถ้าท่านสับสนใหม่ ซึมลงกว่าเดิม หรือสื่อสารได้น้อยลงกว่าที่เคย ให้ถือเป็นสัญญาณที่ต้องแจ้งพยาบาลหรือแพทย์ ไม่ควรมองว่าเป็นเพราะท่านเหนื่อยเฉย ๆ
7. การกินอาหารและการสำลัก
ท่านที่เจาะคออยู่บางท่านกินทางปากได้ บางท่านต้องได้อาหารทางสายยาง และบางท่านอยู่ในช่วงฝึกกลืนตามแผนของทีม จึงเป็นเรื่องที่ ต้องถามทีมแพทย์ให้ชัดก่อนกลับบ้านว่า ท่านกินอะไรได้ ทางไหน ท่าไหน และอาหารลักษณะไหน ห้ามลองเองเพราะอาหารหรือน้ำที่เข้าผิดทางอาจทำให้สำลักและเกิดปอดอักเสบได้
หลักที่ปลอดภัยและใช้ได้กับทุกบ้าน
- นั่งหรือยกศีรษะสูงตามที่ทีมแนะนำ ทั้งตอนกินและหลังกินเป็นเวลาตามที่ทีมกำหนด
- ไม่ป้อนตอนท่านง่วง ซึม หรือไม่พร้อม
- สังเกตระหว่างกินและหลังกิน ไอ สำลัก เสียงเปลี่ยน หายใจเร็วขึ้น หรือมีเสมหะเพิ่มมากผิดปกติ ให้หยุดและแจ้งพยาบาล
- ท่านที่ได้อาหารทางสายยาง ครอบครัวควรอ่านหลักการที่ ให้อาหารทางสายยางที่บ้าน และเรียนวิธีจากพยาบาลก่อนลงมือเอง
8. เหตุฉุกเฉิน สัญญาณที่ต้องโทร 1669 ทันที
ภาวะฉุกเฉินทางเดินหายใจเกิดขึ้นได้เร็ว การตัดสินใจล่าช้าเพียงไม่กี่นาทีอาจส่งผลร้ายแรง จึงควรตกลงกันในครอบครัวล่วงหน้าว่า ถ้าเห็นสัญญาณเหล่านี้ โทร 1669 ทันที (ฟรี ตลอด 24 ชั่วโมง) โดยไม่ต้องโทรถามญาติหรือรอดูอาการก่อน
- หายใจลำบาก หอบ หายใจมีเสียงดังผิดปกติ หรือหายใจไม่ออก
- ท่อหลุดหรือเลื่อนออกจากตำแหน่ง หรือสงสัยว่าท่อตัน
- เลือดออกมากจากช่องเจาะหรือจากท่อ
- ริมฝีปาก ใบหน้า หรือปลายนิ้วเขียวคล้ำ
- ซึมลงมาก ปลุกไม่ค่อยตื่น หรือหมดสติ
ข้อควรจำ
- ทำตามแผนฉุกเฉินรายบุคคลที่โรงพยาบาลสอนไว้ ทำเฉพาะขั้นตอนที่ผู้ดูแลได้รับการฝึกและทีมรักษาอนุญาตเท่านั้น ถ้าไม่มีแผนหรือไม่ได้รับการฝึก อย่าลองแก้ท่อเอง และทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ 1669 ที่คุยอยู่ทางโทรศัพท์
- เมื่อโทร ให้บอกให้ชัด ว่าท่านเจาะคอ ใช้ท่อชนิดไหนถ้าจำได้ สภาพตอนนี้เป็นอย่างไร ที่อยู่พร้อมจุดสังเกต และเบอร์ที่ติดต่อกลับได้ อย่าวางสายจนกว่าเจ้าหน้าที่บอกให้วาง
- เตรียมเอกสารสรุปจากโรงพยาบาลไว้ให้หยิบได้ทันที เพื่อส่งให้ทีมที่มารับ
- ให้คนหนึ่งอยู่กับท่านตลอด อีกคนโทรและเปิดประตูรอ
วางแผนรับมือเหตุฉุกเฉินสำหรับทั้งบ้านอ่านได้ที่ แผนฉุกเฉิน 1669 สำหรับบ้านที่มีผู้สูงอายุ
ส่วนสัญญาณที่ไม่ถึงขั้นฉุกเฉิน แต่ควรแจ้งพยาบาลหรือทีมที่ดูแลในวันเดียวกัน ได้แก่ เสมหะเหนียวข้นหรือเปลี่ยนสีผิดจากเดิม มีกลิ่นผิดปกติ ไข้ ผิวรอบช่องเจาะแดง บวม หรือมีหนอง ท่านดูเหนื่อยหรือกระสับกระส่ายมากกว่าปกติ หรือเริ่มมีเสียงครืดคราดบ่อยขึ้นชัดเจน
9. ตัวช่วยที่ทำได้ทุกวัน ไม่ให้ผู้ดูแลอยู่คนเดียวเกินไป
งานดูแลท่านที่เจาะคอไม่ได้หนักเพราะแรง แต่หนักเพราะต้องเฝ้าระวังตลอดเวลา ผู้ดูแลที่อยู่คนเดียวทั้งวันทั้งคืนจะเหนื่อยสะสมโดยไม่รู้ตัว และช่วงที่เหนื่อยที่สุดมักเป็นช่วงที่ต้องตัดสินใจสำคัญ ให้ลองจัดสิ่งเหล่านี้ไว้ตั้งแต่ต้น
- แบ่งกะให้ชัด ใครเฝ้ากลางวัน ใครเฝ้ากลางคืน ใครสำรอง ให้เขียนเป็นตารางติดข้างเตียง ถ้าลูกหลานผลัดกันไม่ไหว การมีนักบริบาลกะกลางคืน 20:00–08:00 ช่วยให้ครอบครัวได้นอนจริง
- จดบันทึกประจำวัน เวลา ลักษณะการหายใจ เสมหะ อุณหภูมิ อาหารและน้ำ เมื่อมีคนเปลี่ยนกะ จะส่งต่อกันได้ครบ และเมื่อโทรหาพยาบาลจะมีข้อมูลตอบได้ทันที
- ให้พยาบาลมาประเมินเป็นรอบ ไม่ต้องรอให้มีปัญหา พยาบาลช่วยดูภาพรวมของท่าน ตรวจว่าวิธีที่ครอบครัวทำยังถูกต้อง และตอบคำถามที่สะสมไว้
- ดูแลใจของผู้ดูแลด้วย ถ้าเริ่มนอนไม่หลับ หงุดหงิด หรือคิดวนซ้ำ ให้ถือเป็นสัญญาณให้ขอความช่วยเหลือ ไม่ใช่ความอ่อนแอ
ข้อผิดพลาดที่ครอบครัวมักทำ
- เชื่อวิดีโอหรือคำแนะนำในกลุ่มออนไลน์มากกว่าทีมที่ดูแลท่าน ชนิดท่อและสภาพของแต่ละท่านไม่เหมือนกัน วิธีที่เหมาะกับบ้านอื่นอาจไม่เหมาะกับท่านของเรา ให้ยึดที่ทีมโรงพยาบาลสอนและถามซ้ำเมื่อไม่แน่ใจ
- ลองแก้ท่อเองเมื่อตกใจ การลองแก้ท่อเองนอกเหนือจากแผนที่โรงพยาบาลสอนอาจทำให้บาดเจ็บและเสียเวลาสำคัญ โทร 1669 ก่อนเสมอ
- ปล่อยให้คนที่ยังไม่ได้เรียนงานระดับที่ 2 ทำงานนั้น เช่น ให้คนใหม่ในบ้านหรือผู้ดูแลที่ยังไม่ผ่านการฝึกลองดูดเสมหะ ให้ทำเฉพาะงานที่ตนเองผ่านการฝึกจากพยาบาลแล้วจริง ๆ
- ไม่มีอุปกรณ์สำรองหรือเบอร์ติดต่อ พอเกิดเหตุกลางคืนจึงหาไม่เจอ ควรตรวจซ้ำทุกสัปดาห์ว่าของครบและเบอร์ยังใช้ได้
- ไม่เตรียมวิธีสื่อสาร ท่านจึงเก็บความอึดอัดไว้ และผู้ดูแลจับสัญญาณเตือนไม่ได้ เตรียมกระดานและสัญญาณมือตั้งแต่วันแรก
- ให้ผู้ดูแลคนเดียวเฝ้าทั้งคืนทุกคืน ความเหนื่อยสะสมทำให้พลาดสัญญาณเตือนง่าย ควรมีคนผลัดกะ
- เลื่อนแจ้งพยาบาลเพราะกลัวรบกวน อาการเล็กที่แจ้งเร็วมักจัดการง่ายกว่าอาการที่ปล่อยไว้ ทีมยินดีให้โทรถาม
เมื่อไรควรให้ทีมมืออาชีพช่วย
ครอบครัวจำนวนมากดูแลงานประจำวันเองได้ดีเมื่อมีคนช่วยสอนและมีเวลาผลัดกัน แต่ถ้าท่านมีเสมหะมากและต้องได้รับการดูดเสมหะบ่อย ถ้าไม่มีใครในบ้านได้เรียนงานดูแลท่อเจาะคอ หรือถ้าผู้ดูแลหลักเหนื่อยจนกลัวจะพลาด มีทางเลือกให้ช่วยหลายระดับ
- นักบริบาลที่ผ่านการฝึกดูแลท่อเจาะคอ ภายใต้การกำกับของทีมพยาบาลวิชาชีพ ช่วยดูแลงานประจำวันและงานที่ต้องฝึกเฉพาะตามที่ครอบครัวและแพทย์กำหนด กะ 12 ชั่วโมง 1,800 บาทต่อวัน (กลางวัน 08:00–20:00 หรือกลางคืน 20:00–08:00) หรือกะ 24 ชั่วโมงอยู่ประจำ 1 ท่าน 2,500 บาทต่อวัน ราคาเท่านักบริบาลทั่วไป จ้างรายวันขั้นต่ำ 3 วัน ผู้ดูแลพักตามช่วงที่ท่านพัก ถ้าต้องมีคนตื่นดูแลทั้งคืนต้องเป็นกะ 12 ชั่วโมง 2 ท่าน ทีมจะประเมินก่อนว่าท่านของเราต้องการงานอะไรบ้างและจัดคนที่เหมาะสมให้ ดูรายละเอียดที่ ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน
- พยาบาลวิชาชีพเยี่ยมบ้าน 1,800 บาทต่อครั้ง สำหรับประเมินอาการโดยรวม ทบทวนวิธีที่ครอบครัวทำ ตอบคำถามที่ค้างคา และช่วยวางแผนว่าท่านควรมีการดูแลแบบใด ถ้ามีหัตถการทางการพยาบาลที่ต้องทำ เช่น ทำแผลเริ่ม 1,200 บาทต่อครั้ง ท่านที่อาการซับซ้อนและต้องมีพยาบาลอยู่ด้วยตลอด มีพยาบาลวิชาชีพกะ 12 ชั่วโมง 3,500 บาทต่อวัน ดูที่ พยาบาลดูแลที่บ้าน
- เตียงไฟฟ้าและเครื่องผลิตออกซิเจน ตามที่แพทย์สั่ง มีทั้งให้เช่าและจำหน่าย ส่ง ติดตั้ง และสาธิตการใช้งานถึงบ้าน
การเปลี่ยนท่อเจาะคอและการแก้ปัญหาที่ตัวท่อยังคงเป็นงานของทีมการแพทย์ หรือทำตามที่โรงพยาบาลสอนและประเมินเป็นรายบุคคลเท่านั้น การมีทีมมาดูแลที่บ้านเป็นการเพิ่มคนที่ช่วยเฝ้าระวังและทำงานประจำวัน ไม่ได้ทำให้ต้องไม่ไปโรงพยาบาลเมื่อถึงเวลา
คำถามที่พบบ่อย
ดูแลผู้ป่วยเจาะคอที่บ้านต้องมีอะไรบ้าง
ต้องมีเตียงที่ยกหัวได้ ที่ตั้งของอุปกรณ์สำรองตามรายการที่โรงพยาบาลให้ ระบบไฟฟ้าที่เสถียร ออกซิเจนถ้าแพทย์สั่ง กริ่งหรือวิธีสื่อสาร และเบอร์ติดต่อนอกเวลากับ 1669 ติดไว้ข้างเตียง ที่สำคัญที่สุดคือมีคนที่ได้เรียนงานดูแลท่อจากพยาบาลจริง
ครอบครัวดูดเสมหะผู้ป่วยเจาะคอเองได้ไหม
การดูดเสมหะเป็นงานที่ต้องฝึกเฉพาะ ถ้าโรงพยาบาลสอนและให้ครอบครัวทำต่อที่บ้านได้ ให้ทำเฉพาะตามที่พยาบาลสอนต่อหน้า ไม่ควรเรียนจากบทความหรือวิดีโอ ถ้าครอบครัวไม่มั่นใจ นักบริบาลที่ผ่านการฝึกงานนี้ภายใต้การกำกับของทีมพยาบาลวิชาชีพช่วยทำแทนได้
ท่อเจาะคอหลุด ต้องทำอย่างไร
โทร 1669 ทันที และอยู่กับท่านตลอด ทำตามแผนฉุกเฉินรายบุคคลที่โรงพยาบาลสอนไว้และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์ บอกเจ้าหน้าที่ว่าท่านเจาะคอ ถ้าไม่มีแผนหรือไม่เคยได้รับการฝึก อย่าลองแก้ท่อเอง
ผู้ป่วยเจาะคอพูดไม่ได้ จะสื่อสารกันอย่างไร
ใช้กระดานตัวอักษรหรือกระดานภาพ สัญญาณมือที่ตกลงกันไว้ และกริ่งที่กดง่าย ถามคำถามที่ตอบใช่หรือไม่ได้ และให้เวลาท่านตอบ ถ้าท่านสื่อสารได้น้อยลงหรือสับสนใหม่ ให้แจ้งพยาบาลหรือแพทย์
ผู้ป่วยเจาะคอกินอาหารทางปากได้ไหม
บางท่านได้ บางท่านไม่ได้ และบางท่านอยู่ในช่วงฝึกกลืน ต้องถามทีมแพทย์ให้ชัดก่อนกลับบ้าน ว่ากินอะไรได้ ท่าไหน และลักษณะอาหารแบบไหน ไม่ควรลองเอง เพราะอาหารหรือน้ำที่เข้าผิดทางอาจทำให้สำลักได้
อาบน้ำ สระผม ให้ผู้ป่วยเจาะคอ ป้องกันน้ำเข้าท่ออย่างไร
น้ำไม่ควรเข้าใกล้ช่องเจาะและปากท่อ แต่วิธีอาบน้ำ สระผม หรือเช็ดตัวที่ปลอดภัยขึ้นกับชนิดท่อและสภาพของแต่ละท่าน จึงควรให้ทีมโรงพยาบาลสอนวิธีที่เหมาะกับท่อชนิดของท่านก่อนกลับบ้าน ระหว่างนี้ไม่ควรลองเอง ถ้าน้ำกระเด็นแล้วท่านหายใจลำบาก ให้โทร 1669
จ้างนักบริบาลดูแลผู้ป่วยเจาะคอที่บ้าน ค่าใช้จ่ายเท่าไร
นักบริบาลกะ 12 ชั่วโมงคิด 1,800 บาทต่อวัน กะ 24 ชั่วโมงอยู่ประจำคิด 2,500 บาทต่อวัน สำหรับนักบริบาลที่ผ่านการฝึกดูแลท่อเจาะคอ ราคาเท่านักบริบาลทั่วไป จ้างรายวันขั้นต่ำ 3 วัน มัดจำ 2,000 บาท พยาบาลวิชาชีพเยี่ยมบ้านคิด 1,800 บาทต่อครั้ง ราคาอ้างอิงเดือนกันยายน 2569
ปรึกษาทีม KIN HomeCare
ถ้าคุณกำลังจะรับคุณพ่อคุณแม่กลับบ้านพร้อมท่อเจาะคอ หรือรับกลับมาแล้วแต่ยังหวั่นใจทุกคืน เล่าสถานการณ์ให้ทีมฟังได้เลย ทีมจะช่วยประเมินว่าท่านต้องการนักบริบาลที่ผ่านการฝึก พยาบาลเยี่ยมเป็นรอบ อุปกรณ์อะไรบ้าง และควรเริ่มจากตรงไหน เพื่อให้ครอบครัวไม่ต้องแบกคนเดียว
- ดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน พยาบาลที่บ้าน และอุปกรณ์ โทร 061-881-9399
- LINE @KINHOMECARE
- ปรึกษาฟรี ทีมช่วยประเมินว่าควรใช้บริการแบบไหน เริ่มงานปกติภายใน 2–3 วัน มีโปรไฟล์ผู้ดูแลให้ดูก่อน ให้บริการดูแลถึงบ้านทั่วประเทศ
ข้อมูลนี้เพื่อความรู้ทั่วไปสำหรับครอบครัว ไม่ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่
เขียนโดย พว.อรฤทัย บุญตวง (ว.5311192883) · ตรวจทานโดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ (ว.40854) · ราคาอ้างอิงเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 โปรดยืนยันกับเจ้าหน้าที่ก่อนใช้บริการ





