ผู้ป่วยติดเตียงมีกลิ่นเหม็น แทบทุกครั้งมีต้นเหตุที่หาเจอได้ ไม่ใช่ "กลิ่นคนแก่" ที่ต้องทนอยู่กับมัน ต้นเหตุที่พบบ่อยคือ ปัสสาวะที่ค้างในผ้าอ้อม แผ่นรอง หรือซึมลงที่นอน ผิวหนังตามรอยพับที่อับชื้น ช่องปากที่ไม่ได้ทำความสะอาด ถุงปัสสาวะและสายสวน แผลกดทับ ขยะผ้าอ้อมในห้อง และห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท วิธีที่ได้ผลคือไล่ตรวจทีละจุดแล้วแก้ที่ต้นเหตุ ส่วนสเปรย์หรือน้ำหอมกลิ่นแรงไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ และอาจทำให้ท่านหายใจไม่สะดวกหรือระคายเคืองทางเดินหายใจ ที่สำคัญคือ กลิ่นที่เปลี่ยนไปอาจเป็นเบาะแสให้ตรวจดูอาการอื่น แต่กลิ่นอย่างเดียวใช้วินิจฉัยการติดเชื้อไม่ได้ ต้องดูอาการร่วมเสมอ

หลายบ้านเล่าเหมือนกันว่า เปลี่ยนผ้าอ้อมก็แล้ว เช็ดตัวก็แล้ว แต่เปิดประตูห้องคุณแม่เมื่อไรก็ยังได้กลิ่นฉี่ลอยมา ลูกหลานเริ่มไม่อยากเข้าห้อง ญาติมาเยี่ยมก็อึดอัด ส่วนคุณแม่เองรู้ตัวว่ามีกลิ่น ท่านเงียบลงและบอกว่า "ไม่ต้องเข้ามาบ่อยหรอก" บทความนี้จะพาไล่หาต้นเหตุทีละจุด บอกวิธีแก้ที่ทำได้เองที่บ้าน และบอกว่ากลิ่นแบบไหนไม่ใช่เรื่องความสะอาดแล้ว

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • กลิ่นในห้องผู้สูงอายุติดเตียงมาจากหลายจุดพร้อมกันได้ ให้ไล่ตรวจ 8 จุด คือ ผ้าอ้อม ที่นอนและหมอน ผิวรอยพับ ช่องปาก ถุงปัสสาวะและสาย แผล ขยะผ้าอ้อม และอากาศในห้อง
  • กลิ่นฉี่ที่ไม่ยอมหายส่วนใหญ่มาจากปัสสาวะที่ซึมลงที่นอน หมอน หรือผ้าห่ม ไม่ใช่จากตัวท่าน ต้องซักและตากให้แห้งจริง
  • ห้ามผสมน้ำยาทำความสะอาดหลายชนิดเข้าด้วยกัน และเลี่ยงสเปรย์หรือน้ำหอมกลิ่นแรงในห้องท่าน
  • ปัสสาวะขุ่นหรือมีกลิ่นอย่างเดียวยังไม่ได้แปลว่าติดเชื้อ แผลที่มีหนองหรือกลิ่นเหม็นมากขึ้นต้องให้พยาบาลหรือแพทย์ดูแผลจริงภายในวันนี้ มีไข้ หนาวสั่นร่วมกับปัสสาวะหรือแผลผิดปกติ ให้ไปโรงพยาบาลวันนี้ ส่วนซึมลง ปลุกยาก สับสนขึ้นมาใหม่ หรือหายใจหอบ ให้โทร 1669
  • ดูแลใจท่านด้วย ทำความสะอาดตามรอบปกติโดยไม่พูดถึงเรื่องกลิ่นต่อหน้าท่าน

1. ไล่หาต้นเหตุ 8 จุดอย่างเป็นระบบ

เริ่มดูและดมจากร่างกายของท่านก่อน แล้วค่อยขยายไปที่เตียงและรอบห้องทีละจุด เพราะกลิ่นที่โชยมาตอนเปิดประตู มักมาจากจุดที่คนในบ้านชินจนไม่ได้สังเกตแล้ว ทำตอนกลางวันในวันที่มีเวลา ไม่ต้องรีบ เปิดดูผิว ช่องปาก และแผลอย่างเบามือ แล้วจดว่าจุดไหนมีกลิ่นชัด

  1. ผ้าอ้อมและแผ่นรองซับ เปียกอยู่ไหม เปลี่ยนล่าสุดกี่ชั่วโมงแล้ว ขอบผ้าอ้อมรั่วออกมาที่ผ้าปูหรือเปล่า
  2. ที่นอน หมอน ผ้าห่ม ถอดผ้าปูออกแล้วดมที่นอนตรงช่วงสะโพก มีคราบเหลืองหรือรอยด่างไหม หมอนรองขาและหมอนข้างมีกลิ่นไหม
  3. ผิวหนังและรอยพับ ขาหนีบ ใต้ราวนม ใต้พุง หลังใบหู ซอกคอ ซอกนิ้วเท้า มีความชื้น ผิวแดง หรือกลิ่นอับไหม
  4. ช่องปาก ลิ้นมีฝ้าหนาไหม ฟันปลอมถอดล้างครั้งสุดท้ายเมื่อไร ปากแห้งหรือเปล่า
  5. ถุงปัสสาวะและสาย (ถ้าใส่สายสวน) ถุงเต็มเกินครึ่งไหม ข้อต่อรั่วซึมไหม ปัสสาวะในถุงสีและกลิ่นเปลี่ยนไปจากเดิมไหม
  6. แผล แผลกดทับหรือแผลอื่น ผ้าปิดแผลเปียกซึม มีกลิ่นตอนเปิดทำแผลมากขึ้นกว่าเมื่อวานไหม
  7. ขยะผ้าอ้อม ถังขยะอยู่ในห้องไหม มีฝาปิดไหม ทิ้งออกนอกบ้านวันละกี่ครั้ง
  8. อากาศในห้อง เปิดหน้าต่างได้ไหม ห้องอับ ชื้น หรือมีผ้าเปียกตากในห้องหรือเปล่า

ส่วนใหญ่จะเจอมากกว่าหนึ่งจุด ให้แก้จุดที่กลิ่นแรงที่สุดก่อน แล้วสังเกตอีก 2–3 วันว่ากลิ่นรวมลดลงไหม

2. กลิ่นฉี่ที่ไม่ยอมหาย: ผ้าอ้อม แผ่นรอง และที่นอน

กลิ่นฉี่ที่ลอยอยู่ทั้งห้องส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากตัวท่าน แต่มาจากปัสสาวะที่ค้างในผ้าอ้อม หรือซึมลงที่นอนและหมอนแล้วไม่แห้งสนิท ปัสสาวะที่ตั้งทิ้งไว้นานจะมีกลิ่นฉุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งอยู่ในที่อุ่นและอับยิ่งชัด

นักบริบาลปูผ้าปูเตียงผืนใหม่ทับผ้ารองกันน้ำ ขณะคุณยายนั่งเก้าอี้ข้างเตียง
ระหว่างเปลี่ยนผ้าปู ให้ท่านนั่งเก้าอี้ข้างเตียงถ้าทำได้ จะได้ถือโอกาสตรวจที่นอนและผ้ารองกันน้ำด้วย

ผ้าอ้อมและแผ่นรอง

  • เปลี่ยนตามความเปียก ไม่ใช่ตามเวลาที่ตั้งไว้อย่างเดียว ตรวจทุกครั้งที่พลิกตัว และเปลี่ยนทันทีเมื่อมีอุจจาระ
  • ขนาดต้องพอดี ผ้าอ้อมหลวมทำให้รั่วออกด้านข้าง ผ้าอ้อมคับทำให้ผิวอับชื้น ดูวิธีเลือกขนาดและชนิดได้ที่ คู่มือเลือกผ้าอ้อมผู้ใหญ่
  • ทุกครั้งที่เปลี่ยน ให้ทำความสะอาดผิวและซับให้แห้ง ก่อนใส่ผืนใหม่ ปัสสาวะที่ค้างบนผิวคือกลิ่นที่ติดมากับตัวท่าน
  • กลางคืนเป็นช่วงที่รั่วบ่อยที่สุด ถ้าตื่นมาผ้าปูเปียกเกือบทุกเช้า ให้ปรึกษาเรื่องชนิดผ้าอ้อมสำหรับกลางคืน หรือจัดคนดูแลช่วงกลางคืน

ที่นอนเปื้อนปัสสาวะ ทำอย่างไรให้กลิ่นไม่ฝัง

  1. ซับทันที ใช้ผ้าแห้งกดซับให้มากที่สุด อย่าถูเพราะจะดันปัสสาวะลงลึก
  2. ทำความสะอาดตามฉลาก ใช้น้ำยาทำความสะอาดชนิดเดียวตามวิธีที่ฉลากผลิตภัณฑ์บอก และตามคำแนะนำของผู้ผลิตที่นอน ถ้าที่นอนมีปลอกถอดได้ ให้ถอดไปซัก
  3. ทำให้แห้งสนิท เปิดหน้าต่าง ใช้พัดลมเป่า หรือยกไปผึ่งแดดถ้ายกได้ ที่นอนที่ยังชื้นอยู่จะกลับมามีกลิ่นภายในวันสองวัน
  4. ปูผ้ารองกันน้ำให้ยาวพอเหน็บใต้ที่นอน เพื่อกันการซึมครั้งต่อไป และปูผ้าซับหรือแผ่นรองซับทับอีกชั้นบริเวณสะโพก
  5. หมอนและผ้าห่มก็ซักด้วย หมอนรองขาและหมอนข้างดูดปัสสาวะได้เหมือนกัน แต่หลายบ้านลืม

ที่นอนโฟมหรือยางพาราที่ปัสสาวะซึมลงถึงเนื้อในมักล้างให้หายกลิ่นได้ยาก อย่าลองผสมน้ำยาหรือสูตรทำเองหลายอย่างทับกันเพื่อเร่งให้หาย เพราะเสี่ยงเกิดก๊าซระคายเคือง ถ้าที่นอนซึมปัสสาวะมานานจนกลิ่นไม่ออกแล้ว การเปลี่ยนที่นอนอาจคุ้มกว่าการพยายามล้างซ้ำ ที่นอนที่มีปลอกกันน้ำเช็ดทำความสะอาดได้ช่วยเรื่องกลิ่นได้มาก

3. ผิวหนังและรอยพับ: กลิ่นอับที่ซ่อนอยู่

ผิวตามรอยพับที่ชื้นและไม่ได้โดนอากาศ เป็นแหล่งกลิ่นอับที่พบบ่อยในผู้สูงอายุที่นอนนาน เพราะท่านขยับตัวเองได้น้อย เหงื่อและความชื้นจึงค้างอยู่ตรงขาหนีบ ใต้ราวนม ใต้พุง ซอกคอ และซอกนิ้ว

  • เช็ดตัวหรืออาบน้ำบนเตียงอย่างน้อยวันละครั้ง และ ซับรอยพับให้แห้งทุกครั้ง อย่าปล่อยให้ชื้น ดูขั้นตอนที่ปลอดภัยได้ที่ วิธีอาบน้ำผู้สูงอายุบนเตียง
  • เลือกเสื้อผ้าเนื้อผ้าบาง ซับเหงื่อ เปลี่ยนทุกวันหรือเมื่อชื้น
  • ห้องร้อนทำให้เหงื่อออกและกลิ่นแรงขึ้น จัดให้อากาศถ่ายเทและไม่ห่มผ้าหนาเกินจำเป็น
  • ระหว่างเช็ดตัว ดูผิวไปด้วย ถ้าผิวแดง เปียกแฉะ เป็นแผล หรือมีผื่นตามรอยพับ ให้แจ้งพยาบาลหรือแพทย์ ไม่ทาครีมหรือผงที่ไม่ได้รับคำแนะนำ

การพลิกตัวตามรอบไม่ได้ช่วยแค่กันแผลกดทับ แต่ยังทำให้ผิวด้านที่นอนทับได้ระบายอากาศ ลดความอับชื้นไปพร้อมกัน

4. ผู้ป่วยติดเตียงมีกลิ่นปาก: ทำความสะอาดช่องปากทุกวัน

กลิ่นปากในผู้สูงอายุติดเตียงมักมาจากคราบบนฟัน ลิ้น และฟันปลอม รวมกับปากแห้ง ท่านที่กินทางปากได้น้อย ใส่สายให้อาหาร หรือหายใจทางปากตอนหลับ น้ำลายจะน้อย คราบจึงสะสมเร็ว ระบบสาธารณสุขอังกฤษ (NHS) ระบุว่าปัญหาฟันและเหงือก และภาวะปากแห้ง เป็นสาเหตุของกลิ่นปาก และยาบางชนิดหรือการขาดน้ำก็ทำให้ปากแห้งได้

นักบริบาลช่วยคุณตาแปรงฟันขณะนั่งหลังตรงบนเตียง
จัดให้ท่านนั่งหลังตรงก่อนทำความสะอาดช่องปาก และให้ท่านทำเองเท่าที่ทำไหว
  • แปรงฟันวันละ 2 ครั้ง ด้วยแปรงขนนุ่ม จัดให้ท่านนั่งหลังตรงหรือยกหัวเตียงสูงก่อนเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงในการสำลัก
  • ทำความสะอาดลิ้นเบา ๆ วันละครั้ง ด้วยแปรงขนนุ่ม ปัดจากด้านในออกมาด้านนอก ไม่ถูลึกถึงโคนลิ้นเพราะอาจทำให้ขย้อนหรือสำลัก ท่านที่กลืนลำบากไม่ควรใช้ที่ขูดลิ้นชนิดแข็ง
  • ฟันปลอมต้องถอดล้างทุกวันและถอดออกตอนกลางคืน ตามคำแนะนำของ NHS ฟันปลอมที่ใส่ค้างทั้งวันทั้งคืนเป็นแหล่งกลิ่นที่พบบ่อย
  • ท่านที่ใส่สายให้อาหาร ไม่ได้กินทางปาก หรือกลืนลำบาก ก็ยังต้องทำความสะอาดช่องปากทุกวัน และต้องระวังสำลักเป็นพิเศษ ตามคำแนะนำด้านช่องปากสำหรับผู้มีภาวะกลืนลำบากของหน่วยบริการ NHS ให้ใช้แปรงสีฟันขนนุ่มหัวเล็กเป็นหลัก จัดท่านั่งตรงโดยมีที่พิงศีรษะ ใช้ยาสีฟันชนิดฟองน้อยเพียงเล็กน้อย ใช้ผ้าสะอาดซับน้ำและฟองส่วนเกินออกจากปาก และไม่ต้องให้กลั้วน้ำหรือใช้น้ำยาบ้วนปาก
  • ไม้ฟองน้ำเช็ดปากทำความสะอาดคราบฟันได้ไม่เท่าแปรง และหน่วยงานกำกับเครื่องมือแพทย์ของอังกฤษ (MHRA) เตือนว่าหัวฟองน้ำอาจหลุดจากก้านจนติดคอได้ ถ้าจำเป็นต้องใช้ ให้ตรวจว่าหัวติดแน่นก่อนทุกครั้งและไม่แช่น้ำทิ้งไว้ ถ้าพยาบาล ทันตแพทย์ หรือนักแก้ไขการพูดประเมินว่าท่านกลืนไม่ปลอดภัย ให้ทำตามแผนดูแลช่องปากที่ทีมนั้นวางไว้
  • ปากแห้ง ให้จิบน้ำบ่อย ๆ ถ้าแพทย์ไม่ได้จำกัดน้ำ และทาลิปบาล์มที่ริมฝีปาก ถ้าสงสัยว่าเกิดจากยา ให้ถามแพทย์หรือเภสัชกร ห้ามหยุดยาเอง

ถ้าทำความสะอาดสม่ำเสมอแล้วกลิ่นปากยังแรง มีฝ้าขาวที่เช็ดไม่ออก เหงือกบวม มีเลือดออก หรือฟันโยก ให้พาไปพบทันตแพทย์ หรือแจ้งแพทย์ที่ดูแล

5. ถุงปัสสาวะ สายสวน และแผล: ตรวจทุกวัน

ถ้าคุณพ่อคุณแม่ใส่สายสวนปัสสาวะหรือมีแผล สองจุดนี้ต้องอยู่ในรายการตรวจกลิ่นทุกวัน เพราะเป็นจุดที่กลิ่นอาจบอกปัญหาได้เร็ว

ถุงปัสสาวะและสายสวน

  • เทถุงก่อนเต็ม แขวนถุงต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะ ไม่วางกับพื้น
  • ข้อต่อระหว่างสายกับถุงต้องไม่รั่ว เช็ดบริเวณรอบสายที่ออกจากตัวท่านให้สะอาดทุกวัน
  • ปัสสาวะในถุงเปลี่ยนสี ขุ่นขึ้น มีตะกอน หรือกลิ่นเปลี่ยน ให้จดไว้และดูอาการร่วม (หัวข้อ 7)
  • ถ้าปัสสาวะไม่ไหลลงถุง ให้ตรวจก่อนว่าสายพับ งอ หรือถูกตัวท่านทับไหม และถุงแขวนต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะไหม ถ้าแก้แล้วยังไม่ไหล หรือมีปัสสาวะรั่วรอบสาย ให้ติดต่อพยาบาลทันที

ขั้นตอนดูแลสายสวนแบบละเอียด เช่น การเทถุง การทำความสะอาด และสัญญาณที่ต้องเปลี่ยนสาย อ่านได้ที่ ดูแลสายสวนปัสสาวะที่บ้าน

แผลกดทับและแผลอื่น

กลิ่นจากแผลต้องแยกจากกลิ่นห้องให้ได้ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) อธิบายว่าแผลติดเชื้อมีอาการ เช่น ปวด บวมแดง รอบแผลอุ่นกว่าผิวปกติ มีของเหลวข้นสีเหลืองคล้ายหนอง มีเนื้อตายที่พื้นแผล หรือแผลแยกและมีกลิ่น

  • เปลี่ยนผ้าปิดแผลตามที่พยาบาลหรือแพทย์สั่ง และเปลี่ยนเมื่อผ้าเปียกซึมหรือหลุด
  • ห้ามโรยผง ราดน้ำยา หรือใช้ของในครัวใด ๆ บนแผลเพื่อดับกลิ่น สิ่งเหล่านี้อาจทำให้แผลระคายเคืองและบังอาการที่พยาบาลต้องเห็น
  • ถ้าแผลมีกลิ่นมากขึ้นกว่าเมื่อวาน ให้ถ่ายรูปแผลไว้ (เก็บเป็นส่วนตัว) แล้วโทรหาพยาบาลวันนี้ เพื่อนัดให้พยาบาลมาดูแผลจริงหรือพาไปพบแพทย์ ไม่ใช่แค่คุยทางโทรศัพท์

ท่านที่มีสายให้อาหารทางหน้าท้องหรือท่อเจาะคอ ผิวรอบสายหรือรอบท่อที่ชื้นและมีสารคัดหลั่งค้างก็เป็นแหล่งกลิ่นได้ ให้ทำความสะอาดตามที่พยาบาลหรือโรงพยาบาลสอน ถ้ารอบสายหรือรอบท่อแดง บวม มีหนอง หรือกลิ่นเหม็นขึ้น ให้พยาบาลดูภายในวันนี้

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดแผลกดทับตั้งแต่ต้น อ่านต่อได้ที่ ป้องกันแผลกดทับที่บ้าน

6. ดับกลิ่นห้องผู้ป่วยติดเตียงอย่างปลอดภัย

เมื่อแก้ต้นเหตุแล้ว การดูแลห้องคือสิ่งที่ทำให้กลิ่นไม่กลับมา หลักง่าย ๆ คือ เอาของที่มีกลิ่นออกจากห้องให้เร็ว ให้อากาศถ่ายเท และทำความสะอาดด้วยวิธีที่ไม่ทำร้ายทางเดินหายใจของท่าน

  • ขยะผ้าอ้อม ม้วนผ้าอ้อมใช้แล้วให้แน่น ใส่ถุงมัดปาก ทิ้งในถังมีฝาปิด และนำออกนอกบ้านอย่างน้อยวันละครั้ง ไม่เก็บถังขยะไว้ข้างเตียงข้ามคืน
  • ผ้าเปื้อน แยกตะกร้าผ้าเปื้อนออกจากห้องนอน ซักเร็วที่สุด และตากให้แห้งในที่แดดส่งถึง ไม่ตากผ้าเปียกในห้องท่าน
  • อากาศ เปิดหน้าต่างวันละหลายช่วงถ้าอากาศภายนอกไม่ร้อนจัดหรือมีฝุ่นควันมาก ให้แสงแดดส่องเข้าห้อง ห่มผ้าให้ท่านอบอุ่นระหว่างเปิด
  • พื้นและเตียง เช็ดถูพื้นรอบเตียงและราวเตียงเป็นประจำ ปัสสาวะที่หยดลงพื้นตอนเปลี่ยนผ้าอ้อมเป็นต้นเหตุที่ถูกมองข้าม
  • น้ำยาทำความสะอาด ใช้ทีละชนิดตามฉลาก ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) เตือนว่าห้ามผสมน้ำยาทำความสะอาดในบ้านเข้าด้วยกัน เพราะแอมโมเนียทำปฏิกิริยากับน้ำยาฟอกขาวที่มีคลอรีนแล้วเกิดก๊าซได้ ระหว่างใช้น้ำยาให้เปิดหน้าต่าง และถ้าทำได้ให้ท่านอยู่ห้องอื่นก่อน
  • ห้ามเปิดเครื่องผลิตโอโซนหรือเครื่องอบโอโซนขณะท่านหรือใครอยู่ในห้อง สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมสหรัฐฯ (EPA) เตือนว่าโอโซนทำให้ปอดระคายเคือง ไอ เจ็บหน้าอก และหายใจถี่ และที่ระดับที่ปลอดภัยต่อคน โอโซนกำจัดสารที่ทำให้เกิดกลิ่นได้ไม่ดี ส่วนเครื่องฟอกอากาศไม่ได้แทนการแก้ต้นเหตุ
  • เลี่ยงสเปรย์ปรับอากาศ ธูป และน้ำหอมกลิ่นแรง โดยเฉพาะท่านที่มีโรคปอด หายใจลำบาก หรือใช้ออกซิเจน กลิ่นแรงไม่ได้กำจัดต้นเหตุ และทำให้ครอบครัวไม่ได้กลิ่นเตือนจากแผลหรือปัสสาวะ
สิ่งที่หลายบ้านไม่รู้: ถ้ากลิ่นหายไปเพราะน้ำหอม แต่ต้นเหตุยังอยู่ กลิ่นที่บอกว่าแผลแย่ลงจะถูกกลบไปด้วย ห้องที่ดีคือห้องที่ไม่มีกลิ่นอะไรเลย ไม่ใช่ห้องที่หอม

7. กลิ่นแบบไหนต้องระวังการติดเชื้อ: แผนตัดสินใจ 3 ระดับ

กลิ่นอย่างเดียวบอกไม่ได้ว่าติดเชื้อหรือไม่ ต้องดูอาการร่วมเสมอ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) จัดให้ปัสสาวะที่มีกลิ่น ขุ่น หรือสีเปลี่ยน โดยไม่มีอาการอื่นร่วม ไม่ใช่เหตุผลพอสำหรับการส่งเพาะเชื้อ ขณะที่ NHS ระบุว่าในผู้สูงอายุที่เปราะบางหรือใส่สายสวน การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะอาจแสดงออกเป็นพฤติกรรมเปลี่ยน กระสับกระส่ายหรือสับสน ปัสสาวะเล็ดมากกว่าปกติ หรือหนาวสั่นขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่แค่กลิ่น

ดูแลต่อที่บ้านได้ · เฝ้าดูใกล้ชิด

  • กลิ่นฉี่ในห้องที่ลดลงหลังเปลี่ยนผ้าอ้อมถี่ขึ้น ซักที่นอน และทิ้งขยะออกจากห้อง
  • ปัสสาวะสีเข้มหรือกลิ่นแรงขึ้นเล็กน้อย แต่ท่านไม่มีไข้ ไม่ซึม ไม่ปวด กินดื่มได้ตามปกติ ให้จดสี กลิ่น และจำนวนครั้งที่ผ้าอ้อมเปียก แล้วดูต่อ
  • กลิ่นปากที่ดีขึ้นหลังทำความสะอาดช่องปากสม่ำเสมอ

โทรปรึกษาพยาบาลภายในวันนี้

  • แผลมีกลิ่นมากขึ้น ผ้าปิดแผลซึมมากขึ้น รอบแผลแดง บวม อุ่น หรือมีของเหลวข้นสีเหลืองคล้ายหนอง ให้พยาบาลมาดูแผลจริงภายในวันนี้ หรือพาไปพบแพทย์ ไม่ใช่แค่คุยทางโทรศัพท์
  • ปัสสาวะขุ่น มีตะกอน หรือกลิ่นเปลี่ยน ร่วมกับปัสสาวะเล็ดมากกว่าปกติ ปวดท้องน้อย หรือท่านดูไม่สบายตัว
  • ปัสสาวะในถุงออกน้อยลงชัดเจน ไม่ไหลเลยหลังตรวจสายพับและตำแหน่งถุงแล้ว หรือรั่วรอบสาย ให้ติดต่อพยาบาลทันที
  • กลิ่นปากแรงร่วมกับเจ็บปาก กินไม่ได้ หรือมีฝ้าขาวที่เช็ดไม่ออก

ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที

สองกลุ่มนี้เร่งด่วนต่างกัน กลุ่มแรกท่านยังรู้สึกตัวดีและหายใจปกติ พาไปโรงพยาบาลได้เลยโดยไม่ต้องรอ กลุ่มที่สองเป็นภาวะคุกคามชีวิต ให้โทร 1669

ไปโรงพยาบาลวันนี้ ไม่ต้องรอ

  • มีไข้ หนาวสั่น ร่วมกับปัสสาวะหรือแผลผิดปกติ
  • แผลแดงร้อนลามออกไปเร็ว มีหนองมาก หรือปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ

โทร 1669 ทันที

  • ซึมลง ปลุกยาก หรือสับสนขึ้นมาใหม่ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงวัน
  • หายใจเร็ว หอบเหนื่อย
  • ตัวเย็น เหงื่อแตก ซึมลง

อาการไข้ เสมหะ และอาการซึมในผู้สูงอายุติดเตียงมีรายละเอียดอีกมาก อ่านแผนเต็มได้ที่ ผู้ป่วยติดเตียงไข้ขึ้น ซึมลง ปัสสาวะขุ่น อาการแบบไหนต้องไปโรงพยาบาล

8. ดูแลใจท่าน ไม่ให้รู้สึกอายกับกลิ่นของตัวเอง

ผู้สูงอายุส่วนใหญ่รู้ตัวว่ามีกลิ่น และความอายทำให้ท่านเก็บตัว ไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ บางท่านดื่มน้ำน้อยลงเพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย ซึ่งทำให้ปัสสาวะเข้มข้นและกลิ่นแรงกว่าเดิม

  • อย่าพูดถึงกลิ่นต่อหน้าท่าน หรือทำหน้าเหม็น ปิดจมูก บ่นกันในห้อง ท่านได้ยินและจำได้
  • ทำให้การทำความสะอาดเป็นเรื่องปกติของแต่ละวัน เช่น "ได้เวลาเปลี่ยนชุดสบาย ๆ แล้วนะคะ" แทน "แม่เปียกอีกแล้ว"
  • ปิดประตูหรือม่านทุกครั้ง ที่เปลี่ยนผ้าอ้อมหรือเช็ดตัว แม้คนในห้องจะเป็นลูกก็ตาม
  • ให้ท่านมีส่วนร่วม เลือกเสื้อผ้า เลือกกลิ่นสบู่อ่อน ๆ ที่ชอบ หรือเช็ดหน้าเองถ้าทำไหว
  • ถ้าท่านดื่มน้ำน้อยเพราะกลัวเปียก บอกท่านว่าการดื่มน้ำช่วยให้ปัสสาวะใสและกลิ่นน้อยลง (เว้นแต่แพทย์สั่งจำกัดน้ำ ให้ทำตามแพทย์)

ห้องที่สะอาดไม่มีกลิ่นทำให้ลูกหลานอยากเข้ามานั่งคุย ซึ่งช่วยให้ท่านรู้สึกผ่อนคลายและไม่ถูกทิ้งให้อยู่ลำพัง มากกว่าที่หลายบ้านคิด

ข้อผิดพลาดที่ครอบครัวมักทำ

  • ฉีดน้ำหอมหรือสเปรย์กลบ กลิ่นหายชั่วคราวแต่ต้นเหตุยังอยู่ และอาจทำให้ท่านหายใจไม่สะดวก ให้ไล่หาต้นเหตุ 8 จุดแทน
  • ล้างที่นอนแล้วรีบปูผ้าทับทั้งที่ยังชื้น กลิ่นกลับมาในวันสองวัน ต้องทำให้แห้งสนิทก่อน
  • ผสมน้ำยาหลายชนิดเพราะคิดว่าจะแรงขึ้น อาจเกิดก๊าซอันตราย ใช้ทีละชนิดตามฉลาก
  • ทำความสะอาดฟันเฉพาะท่านที่กินทางปาก ท่านที่ใส่สายให้อาหารก็มีคราบและกลิ่นปากได้ ต้องทำทุกวันเช่นกัน โดยใช้แปรงขนนุ่มและน้ำให้น้อยที่สุดเพื่อกันสำลัก
  • สรุปว่าปัสสาวะเหม็นคือติดเชื้อแล้วหายาให้กินเอง กลิ่นอย่างเดียววินิจฉัยไม่ได้ และการใช้ยาเองอาจบังอาการ ให้ดูอาการร่วมและปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์
  • ไม่เปิดดูแผลเพราะกลัว กลิ่นจากแผลที่แย่ลงคือสัญญาณที่ต้องจับให้เร็ว ให้พยาบาลช่วยดูถ้าครอบครัวไม่มั่นใจ

เมื่อไรควรให้ทีมมืออาชีพช่วย

ถ้าครอบครัวทำงานประจำจนเปลี่ยนผ้าอ้อมและพลิกตัวตามรอบไม่ได้ กลิ่นจึงกลับมาทุกเย็น หรือคุณพ่อคุณแม่มีแผลที่ครอบครัวไม่มั่นใจจะดูแลเอง การมีมืออาชีพเข้ามาช่วยในส่วนที่เกินกำลังเป็นทางเลือกที่ทำให้ทุกคนในบ้านได้พัก

  • นักบริบาลดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน ดูแลความสะอาดประจำวัน เช็ดตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม พลิกตัว ทำความสะอาดช่องปาก เปลี่ยนผ้าปู และจัดห้องให้อากาศถ่ายเท กะ 12 ชั่วโมง 1,800 บาทต่อวัน (ขั้นต่ำ 3 วัน) รายสัปดาห์ 12,000 บาท รายเดือน 30,000 บาท ดูรายละเอียดที่ บริการนักบริบาลดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน
  • พยาบาลวิชาชีพทำแผลที่บ้าน ประเมินแผลและทำแผลตามแผนการรักษาของแพทย์ ครั้งละ 1,200 บาท หรือคอร์สทำแผล 10 ครั้ง 10,800 บาท และ 20 ครั้ง 19,200 บาท เปลี่ยนสายสวนปัสสาวะ 2,200 บาท (แพ็ก 3 ครั้ง 6,000 บาท จากปกติ 6,600 บาท ซื้อได้ถึง 31 ธันวาคม 2569) ดูที่ บริการพยาบาลที่บ้าน
  • ที่นอนโฟมกันแผลกดทับ 2,000 บาทต่อเดือน มีปลอกที่เช็ดทำความสะอาดได้ ส่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล สอบถามอุปกรณ์อื่นได้ที่เบอร์เดียวกัน

ทั้งนี้ งานความสะอาดประจำวันเป็นงานของนักบริบาล ส่วนการประเมินแผลเป็นงานของพยาบาลวิชาชีพ แผลทั่วไปที่ไม่ลึกระดับที่ครอบครัวทำให้กันเองได้ นักบริบาลที่ผ่านการฝึกอบรมงานนั้นสามารถทำแผลดังกล่าวได้ภายใต้การกำกับของทีมพยาบาลวิชาชีพ ส่วนแผลลึกหรือซับซ้อนเป็นงานของพยาบาลวิชาชีพ หลายบ้านใช้คู่กัน คือให้พยาบาลมาดูแผลตามรอบ และมีนักบริบาลดูแลทุกวันระหว่างนั้น

คำถามที่พบบ่อย

ผู้ป่วยติดเตียงมีกลิ่นเหม็น เกิดจากอะไร

ส่วนใหญ่เกิดจากปัสสาวะที่ค้างในผ้าอ้อมหรือซึมลงที่นอน ผิวรอยพับที่อับชื้น ช่องปากที่ไม่ได้ทำความสะอาด ถุงปัสสาวะ แผล ขยะผ้าอ้อม และห้องที่อากาศไม่ถ่ายเท มักเจอหลายจุดพร้อมกัน ให้ไล่ตรวจทีละจุดแล้วแก้ที่ต้นเหตุ

ห้องผู้ป่วยติดเตียงมีกลิ่นฉี่ ดับกลิ่นอย่างไร

เริ่มจากเปลี่ยนผ้าอ้อมตามความเปียก ซักที่นอน หมอน และผ้าห่มที่ปัสสาวะซึม แล้วทำให้แห้งสนิท นำขยะผ้าอ้อมออกนอกห้องทุกวัน และเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท ใช้น้ำยาทำความสะอาดทีละชนิดตามฉลาก ไม่ผสมกัน

ปัสสาวะมีกลิ่นแรง แปลว่าติดเชื้อทางเดินปัสสาวะไหม

ไม่เสมอไป กลิ่นแรงอาจมาจากดื่มน้ำน้อย อาหาร ยา หรือปัสสาวะที่ค้างนาน ต้องดูอาการร่วม ถ้ามีไข้ หนาวสั่น ซึมลง สับสนขึ้นมาใหม่ ปวดท้องน้อย หรือปัสสาวะเล็ดมากกว่าปกติ ให้ปรึกษาพยาบาลหรือแพทย์วันนี้

ผู้ป่วยติดเตียงมีกลิ่นปาก หรือใส่สายให้อาหาร ทำความสะอาดปากอย่างไรไม่ให้สำลัก

แปรงฟันวันละ 2 ครั้งในท่านั่งหลังตรง ทำความสะอาดลิ้นเบา ๆ วันละครั้ง ถอดฟันปลอมล้างทุกวันและถอดตอนกลางคืน ท่านที่ใส่สายให้อาหารหรือกลืนลำบากก็ต้องทำทุกวัน ใช้แปรงขนนุ่มหัวเล็ก ยาสีฟันชนิดฟองน้อยเพียงเล็กน้อย และใช้ผ้าซับน้ำส่วนเกินออก ถ้าทีมสุขภาพประเมินว่ากลืนไม่ปลอดภัย ให้ทำตามแผนที่ทีมวางไว้ ถ้ายังมีกลิ่นแรงหรือมีแผลในปาก ให้พบทันตแพทย์

ใช้สเปรย์ปรับอากาศ น้ำหอม หรือเครื่องอบโอโซนในห้องผู้สูงอายุติดเตียงได้ไหม

ควรเลี่ยง โดยเฉพาะท่านที่มีโรคปอด หายใจลำบาก หรือใช้ออกซิเจน กลิ่นแรงไม่ได้กำจัดต้นเหตุ และกลบกลิ่นเตือนจากแผลหรือปัสสาวะ เครื่องผลิตโอโซนห้ามเปิดขณะมีคนอยู่ในห้อง เพราะระคายเคืองปอด วิธีที่ดีกว่าคือแก้ต้นเหตุและเปิดให้อากาศถ่ายเท

ถุงปัสสาวะไม่มีปัสสาวะไหลลงมา ต้องทำอย่างไร

ตรวจก่อนว่าสายพับ งอ หรือถูกตัวท่านทับไหม และถุงแขวนต่ำกว่าระดับกระเพาะปัสสาวะไหม ถ้าแก้แล้วยังไม่ไหล สายดูอุดตัน หรือมีปัสสาวะรั่วรอบสาย ให้ติดต่อพยาบาลทันที ถ้ามีปวดท้องน้อยมาก ไข้ หนาวสั่นร่วมด้วย ให้ไปโรงพยาบาล และถ้าซึมลง ปลุกยาก หรือหายใจหอบ ให้โทร 1669

แผลกดทับมีกลิ่นเหม็น ต้องทำอย่างไร

ให้พยาบาลมาดูแผลจริงภายในวันนี้ หรือพาไปพบแพทย์ โดยเฉพาะเมื่อรอบแผลแดง บวม อุ่น หรือมีของเหลวข้นคล้ายหนอง ห้ามโรยผงหรือราดน้ำยาบนแผลเอง ถ้าแผลแดงร้อนลามเร็ว มีหนองมาก หรือมีไข้ หนาวสั่นร่วมด้วย ให้ไปโรงพยาบาลวันนี้ ถ้าซึมลง ปลุกยาก หรือหายใจหอบ ให้โทร 1669

ปรึกษาทีม KIN HomeCare

ถ้าลองไล่หาต้นเหตุแล้วยังไม่แน่ใจว่ากลิ่นมาจากไหน หรือกังวลว่าแผลกำลังแย่ลง โทรมาเล่าให้ทีมฟังได้ ส่งรูปห้องหรือรูปแผลมาทาง LINE ก็ได้ ทีมจะช่วยดูว่าควรเริ่มที่จุดไหน และเรื่องไหนควรให้พยาบาลไปดูที่บ้าน

  • นักบริบาล พยาบาลเยี่ยมบ้าน และอุปกรณ์ โทร 061-881-9399
  • LINE @KINHOMECARE
  • ปรึกษาฟรี ทีมช่วยประเมินว่าควรใช้บริการแบบไหน ให้บริการดูแลถึงบ้านทั่วประเทศ (ค่าเดินทางตามพื้นที่ เจ้าหน้าที่แจ้งก่อนยืนยันงาน)

ข้อมูลนี้เพื่อความรู้ทั่วไปสำหรับครอบครัว ไม่ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่

เขียนโดย พว.อรฤทัย บุญตวง (ว.5311192883) · ตรวจทานโดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ (ว.40854) · ราคาอ้างอิงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 โปรดยืนยันกับเจ้าหน้าที่ก่อนใช้บริการ