Home Ward คือการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน โรงพยาบาลรับท่านเป็นผู้ป่วยในตามปกติ แต่ให้ท่านนอนรักษาตัวที่บ้านแทนเตียงในโรงพยาบาล แพทย์ พยาบาล และทีมของโรงพยาบาลนั้นยังรับผิดชอบการรักษา ติดตามอาการตามแผน และมีระบบส่งท่านกลับเข้าโรงพยาบาลตลอด 24 ชั่วโมงถ้าอาการแย่ลง (วิธีเดินทางกลับให้ตกลงกับโรงพยาบาลไว้ก่อน) กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข นิยามว่าเป็นการรักษาที่บ้านที่มีมาตรฐานเทียบเคียงการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาล ส่วน สปสช. จ่ายค่าบริการนี้ให้หน่วยบริการในระบบบัตรทอง Home Ward จึงไม่ใช่การสมัครเอง และไม่ใช่การจ้างคนมาดูแลที่บ้าน แพทย์เจ้าของไข้เป็นผู้ประเมินว่าท่านเหมาะหรือไม่

หลายบ้านได้ยินคำนี้ครั้งแรกตอนคุณพ่อคุณแม่นอนโรงพยาบาลอยู่ แพทย์ถามว่า "จะกลับไปรักษาต่อที่บ้านแบบ Home Ward ไหม" ลูกดีใจที่ท่านจะได้กลับบ้าน แต่ก็กังวลว่าถ้ามีไข้ตอนตีสองจะโทรหาใคร ใครจะอยู่กับท่านตอนกลางวันที่ทุกคนต้องทำงาน บทความนี้อธิบายว่า Home Ward คืออะไร ใครเข้าเกณฑ์ สิทธิ สปสช. ปี 2569 เป็นอย่างไร บ้านต้องเตรียมอะไร และต่างจากการจ้างผู้ดูแลหรือพยาบาลเยี่ยมบ้านเองอย่างไร

สรุปสั้นสำหรับคนรีบ

  • Home Ward หรือ "ผู้ป่วยในที่บ้าน" คือการรักษาแบบผู้ป่วยในโดยทีมของโรงพยาบาล แต่ท่านนอนที่บ้าน ไม่ใช่บริการเยี่ยมบ้านทั่วไป
  • แพทย์เจ้าของไข้เป็นผู้ประเมินว่าเข้าเกณฑ์หรือไม่ ต้องมีอาการคงที่ และท่านกับครอบครัวต้องได้รับข้อมูลครบแล้วยินยอมก่อนเริ่ม
  • แนวทางของกรมการแพทย์ระบุเป็นเกณฑ์ความพร้อมทั่วไปว่าที่พักควรอยู่ห่างโรงพยาบาลไม่เกิน 20 กิโลเมตร เดินทางกลับโรงพยาบาลได้สะดวก ติดต่อทางโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตได้ และบ้านต้องปลอดภัย โรงพยาบาลพิจารณาเป็นรายกรณี
  • ข้อมูล ณ ตุลาคม 2569 สปสช. จ่ายค่าบริการ Home Ward ให้หน่วยบริการในระบบบัตรทองตามกลุ่มรหัสโรคที่ประกาศ แต่ไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลเปิดบริการ ให้ถามโรงพยาบาลที่ท่านรักษาอยู่หรือสายด่วน สปสช. 1330
  • โรงพยาบาลดูแลส่วนการรักษา ส่วนการเฝ้าดูแลและช่วยกิจวัตรระหว่างวัน เช่น พลิกตัว ป้อนอาหาร และพาเข้าห้องน้ำ ยังเป็นหน้าที่ของครอบครัว ตรงนี้นักบริบาลที่จ้างเองช่วยได้ และใช้ร่วมกับ Home Ward ได้
  • KIN HomeCare ไม่ใช่หน่วยบริการ Home Ward ของ สปสช. เราช่วยในส่วนการดูแลประจำวันตามแผนของโรงพยาบาล

1. Home Ward คืออะไร

Home Ward คือการที่โรงพยาบาลรับท่านเป็นผู้ป่วยใน แล้วให้การรักษาต่อที่บ้านด้วยมาตรฐานเทียบเคียงการนอนโรงพยาบาล แนวทางของกรมการแพทย์อธิบายแนวคิดนี้ว่าใช้กับผู้ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล แต่ไม่สะดวกนอนโรงพยาบาล ผู้ป่วยและญาติพร้อมดูแล บ้านมีอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็นบางชนิด และมีระบบสนับสนุนจากโรงพยาบาลที่เหมาะสม

แนวทางเดียวกันระบุว่า Home Ward อาศัย "ความร่วมมือของญาติหรือผู้ดูแล" ในการช่วยประเมินอาการและสื่อสารกับทีมแพทย์ พูดง่าย ๆ คือ ห้องผู้ป่วยในย้ายมาอยู่ที่บ้าน แต่พยาบาลไม่ได้นั่งอยู่หน้าห้องตลอดเวลา คนในบ้านจึงช่วยสังเกตอาการและแจ้งความผิดปกติให้ทีมแพทย์ทราบ

รูปแบบที่พบได้ตามแนวทางของกรมการแพทย์ มี 3 แบบ

  1. รักษาในโรงพยาบาลก่อน แล้วกลับไปรักษาต่อที่บ้าน เมื่อแพทย์ ท่าน และครอบครัวประเมินร่วมกันว่าพร้อม โดยโรงพยาบาลเดิมยังดูแล
  2. ส่งต่อให้โรงพยาบาลใกล้บ้านดูแลต่อ เริ่มรักษาที่โรงพยาบาลหนึ่ง แล้วส่งให้อีกโรงพยาบาลรับดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน
  3. เริ่มรักษาที่บ้านเลย หลังแพทย์ตรวจที่แผนกผู้ป่วยนอกหรือห้องฉุกเฉินแล้วเห็นว่าดูแลที่บ้านได้ หรือแพทย์หน่วยบริการปฐมภูมิไปตรวจท่านที่บ้านในกรณีที่ท่านติดบ้านหรือติดเตียง

2. ใครเข้าเกณฑ์ Home Ward และใครเป็นคนตัดสิน

แพทย์เจ้าของไข้เป็นผู้ประเมินว่าท่านเข้าเกณฑ์หรือไม่ แล้วตัดสินใจร่วมกับท่านและครอบครัว ครอบครัวขอให้แพทย์พิจารณาได้ แต่สมัครเองโดยตรงไม่ได้ เพราะต้องเป็นภาวะที่แพทย์เห็นว่ายังต้องรักษาแบบผู้ป่วยใน และปลอดภัยพอจะทำที่บ้าน

เกณฑ์หลักตามแนวทางของกรมการแพทย์

  • อาการคงที่ สัญญาณชีพคงที่ และแพทย์ประเมินว่าความเสี่ยงที่อาการจะแย่ลงอยู่ในระดับที่ดูแลที่บ้านได้
  • ยังต้องการการดูแลแบบผู้ป่วยใน โดยทีมแพทย์ พยาบาล และสหวิชาชีพ (ถ้าแค่ต้องการคนช่วยดูแลประจำวัน ไม่ใช่ Home Ward)
  • ตัดสินร่วมกัน ระหว่างแพทย์ ท่าน และครอบครัว หลังได้รับข้อมูลแนวทางการรักษาครบถ้วน และให้คำยินยอมก่อนเริ่ม โรงพยาบาลบางแห่งอาจให้เซ็นข้อตกลงรูปแบบบริการเพื่อให้เข้าใจตรงกัน
  • ผ่านการประเมินความพร้อม ทั้งตัวท่าน ผู้ดูแล และที่พักอาศัย บางภาวะมีเกณฑ์เรื่องผู้ดูแลชัดเจน เช่น แนวทางฉบับที่ 3 ปี 2569 กำหนดให้ผู้ที่ผ่าตัดกระดูกข้อมือหักมีผู้ดูแลอยู่ด้วยตลอด 24 ชั่วโมงในช่วง 3 วันแรกหลังผ่าตัด และผู้ที่กระดูกสะโพกหักต้องมีผู้ดูแลหลักที่ช่วยพลิกตัวและกิจวัตรได้ตลอด 24 ชั่วโมง
สิ่งที่หลายบ้านไม่รู้: ทีมแพทย์ไม่ได้ประเมินแค่ตัวท่าน แต่ประเมิน "คนดูแล" ด้วย แนวทางของกรมการแพทย์ให้ทีมดูทั้งความพร้อมด้านจิตใจและความเหนื่อยล้าของผู้ดูแล โดยเฉพาะคนที่ดูแลท่านซึ่งติดเตียงมานาน ถ้าบ้านไม่มีใครอยู่กับท่านได้ แพทย์อาจเห็นว่ายังไม่ปลอดภัยพอ

3. Home Ward สปสช. ปี 2569: สิทธิบัตรทองและกลุ่มโรค

ข้อมูล ณ ตุลาคม 2569 สปสช. จ่ายค่าบริการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้านให้หน่วยบริการในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามหลักเกณฑ์และกลุ่มรหัสโรคที่ สปสช. ประกาศ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2569 สปสช. ออกประกาศถึงหน่วยบริการทุกแห่ง ซักซ้อมแนวทางการให้บริการและเบิกจ่าย Home Ward โดยย้ำ 2 เรื่อง คือ ที่พักของผู้รับบริการให้เป็นไปตามแนวทางของกรมการแพทย์ (ไม่เกิน 20 กิโลเมตรและเดินทางมาโรงพยาบาลได้สะดวก) และโรงพยาบาลต้องบันทึกรายงานสุขภาพประจำวัน เช่น ชีพจร ความดันโลหิต อุณหภูมิ อัตราการหายใจ ครบทุกวันที่ให้บริการ

สิ่งที่ครอบครัวควรรู้

  • กลุ่มโรคปรับได้ตามประกาศแต่ละปี สปสช. กำหนดเป็นรายการรหัสโรค และมีการปรับปรุงระหว่างปี ข่าวแต่ละแหล่งจึงพูดจำนวนกลุ่มโรคไม่ตรงกัน ทางที่ถูกคือถามแพทย์ว่า "โรคของท่านครั้งนี้อยู่ในเกณฑ์ Home Ward ของโรงพยาบาลหรือไม่"
  • ตัวอย่างภาวะที่กรมการแพทย์ทำแนวทางไว้แล้ว เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปอดอักเสบ แผลกดทับ ความดันโลหิตสูง น้ำตาลในเลือดสูงในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังกำเริบ การดูแลผู้ป่วยระยะกำลังเสียชีวิตที่บ้าน และในแนวทางฉบับที่ 3 (มิถุนายน 2569) เพิ่มหลังผ่าตัดกระดูกข้อมือหัก กระดูกสะโพกหัก และเยื่อบุช่องท้องอักเสบจากการล้างไตทางช่องท้อง รายการนี้เป็นแนวทางทางการแพทย์ ไม่ใช่รายการสิทธิที่ใช้ตัดสินแทนแพทย์
  • ไม่ใช่ทุกโรงพยาบาลเปิดบริการ และโรงพยาบาลที่เปิดอาจรับเฉพาะบางภาวะ ขึ้นกับทีมและความพร้อมของแต่ละแห่ง
  • สิทธิอื่นนอกจากบัตรทอง เช่น ข้าราชการ ประกันสังคม หรือประกันเอกชน ให้ถามฝ่ายสิทธิของโรงพยาบาลว่ามีบริการลักษณะนี้หรือไม่ และค่าใช้จ่ายส่วนไหนต้องจ่ายเอง

ถ้ายังไม่แน่ใจเรื่องสิทธิ โทรสายด่วน สปสช. 1330 หรือถามฝ่ายสิทธิประโยชน์ของโรงพยาบาลที่ท่านรักษาอยู่

4. ระหว่างอยู่ใน Home Ward โรงพยาบาลทำอะไรให้บ้าง

โรงพยาบาลยังเป็นเจ้าของการรักษาทั้งหมด ตั้งแต่ยา การตรวจ การติดตามอาการ ไปจนถึงการรับกลับเข้าโรงพยาบาล แนวทางของกรมการแพทย์กำหนดสิ่งที่สถานพยาบาลต้องเตรียมไว้ ครอบครัวจึงถามได้ตรง ๆ ว่าโรงพยาบาลของท่านมีครบหรือไม่

ลูกสาววัดออกซิเจนปลายนิ้วให้คุณแม่บนเตียงและจดค่าลงสมุด โดยมีนักบริบาลช่วยจัดหมอนอยู่ข้างเตียง
ระหว่าง Home Ward ทีมโรงพยาบาลติดตามสัญญาณชีพทุกวัน ครอบครัวช่วยสังเกตและแจ้งอาการ
  • ทีม แพทย์ พยาบาลวิชาชีพ เภสัชกร และสหวิชาชีพตามความจำเป็น เช่น นักกายภาพบำบัด นักโภชนาการ
  • อุปกรณ์ที่โรงพยาบาลจัดให้ยืมตามโรคและระบบของแต่ละแห่ง เช่น เครื่องวัดความดันโลหิต เครื่องวัดไข้ เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว เครื่องตรวจน้ำตาลปลายนิ้ว ควรถามว่ารายการใดโรงพยาบาลจัดให้ และรายการใดครอบครัวต้องเตรียมเอง
  • ยาและเวชภัณฑ์ ตามมาตรฐานการรักษาของแต่ละโรค รวมถึงระบบเก็บสิ่งส่งตรวจหรือเอกซเรย์ผ่านช่องทางพิเศษ
  • ติดตามอาการตามรอบที่แนวทางของโรคและแผนของทีมกำหนด แต่ละโรคไม่เท่ากัน เช่น บางกลุ่มหลังผ่าตัดติดตามที่ 24 48 และ 72 ชั่วโมง อาจเป็นการเยี่ยมบ้าน โทรศัพท์ หรือวิดีโอคอล
  • ช่องทางติดต่อ 24 ชั่วโมง และระบบรับท่านกลับเข้าโรงพยาบาลได้ตลอด 24 ชั่วโมงเมื่ออาการแย่ลง
  • เวชระเบียนแบบผู้ป่วยใน มีคำสั่งการรักษา บันทึกการพยาบาล และแบบบันทึกที่ครอบครัวช่วยกรอก เช่น ค่าความดัน ไข้ ออกซิเจนปลายนิ้ว

ถ้าโรงพยาบาลให้ครอบครัววัดค่าต่าง ๆ แล้วส่งรายงาน ลองอ่านวิธีใช้เครื่องให้ถูกที่ วิธีอ่านค่าออกซิเจนปลายนิ้ว และ วัดความดันที่บ้านให้ได้ค่าที่เชื่อถือได้ ค่าที่วัดผิดวิธีอาจทำให้ทีมแพทย์ตัดสินใจคลาดเคลื่อน

5. ครอบครัวต้องเตรียมอะไรก่อนรับท่านกลับมา Home Ward

สิ่งที่ต้องมีคือคนดูแลหลักที่อยู่กับท่านได้ บ้านที่ปลอดภัย และช่องทางติดต่อโรงพยาบาลที่ใช้ได้จริง เตรียม 3 เรื่องนี้ก่อนวันกลับบ้าน จะลดความวุ่นวายในคืนแรกได้มาก

คน

  • ตกลงให้ชัดว่าใครเป็น ผู้ดูแลหลัก ที่รับโทรศัพท์จากทีมแพทย์ วัดค่าตามนัด และรายงานอาการ
  • ทำตารางว่าใครอยู่กับท่านช่วงไหน โดยเฉพาะกลางวันวันธรรมดาและกลางคืน หากมีช่วงเวลาที่ไม่มีผู้ดูแล ควรจัดคนให้ครอบคลุมก่อนรับท่านกลับบ้าน
  • ให้ผู้ดูแลหลักเข้าไปเรียนวิธีวัดค่า การให้ยา และสัญญาณอันตรายกับพยาบาลก่อนออกจากโรงพยาบาล

บ้าน

  • ห้องนอนที่เดินเข้าออกสะดวก มีไฟส่องสว่าง ทางไปห้องน้ำไม่มีของกีดขวาง
  • พื้นที่วางยาและอุปกรณ์ที่โรงพยาบาลให้ยืมแยกเป็นสัดส่วน
  • ถามทีมว่าขยะติดเชื้อ เช่น ผ้าก๊อซ ต้องเก็บและส่งคืนอย่างไร ถ้ามีเข็มหรือของมีคม ให้ใส่ภาชนะแข็งมีฝาปิดตามที่ทีมให้ อย่าทิ้งรวมกับขยะทั่วไป
  • ถ้าท่านลุกจากเตียงเองไม่ได้ ถามทีมว่าต้องใช้เตียงปรับระดับหรือรถเข็นหรือไม่

การติดต่อ

  • เบอร์โทรของทีม Home Ward ที่ติดต่อได้ 24 ชั่วโมง บันทึกในโทรศัพท์ของทุกคนในบ้าน
  • สัญญาณโทรศัพท์หรืออินเทอร์เน็ตที่บ้านใช้วิดีโอคอลได้
  • เส้นทางและวิธีเดินทางไปโรงพยาบาลถ้าต้องกลับเข้าไปด่วน

คำถามที่ควรถามโรงพยาบาลก่อนเริ่ม (ดูคำถามอื่นเพิ่มเติมที่ คำถามที่ต้องถามก่อนออกจากโรงพยาบาล)

  1. โรคของท่านครั้งนี้อยู่ในเกณฑ์ Home Ward หรือไม่ และคาดว่าจะดูแลแบบนี้นานประมาณกี่วัน
  2. ใครจะติดตามอาการ วันละกี่ครั้ง ทางไหน และมาเยี่ยมที่บ้านหรือไม่
  3. อาการแบบไหนต้องโทรทันที และโทรเบอร์อะไร
  4. ถ้าต้องกลับเข้าโรงพยาบาล ต้องเดินทางเองหรือโรงพยาบาลจัดรถให้
  5. ค่าใช้จ่ายส่วนไหนอยู่ในสิทธิ และส่วนไหนครอบครัวต้องจ่ายเอง
  6. ถ้าครอบครัวจ้างผู้ดูแลมาช่วย ต้องแจ้งทีมอย่างไร

6. Home Ward ต่างจากการจ้างผู้ดูแลหรือพยาบาลเยี่ยมบ้านเองอย่างไร

Home Ward คือการรักษาของโรงพยาบาล ส่วนการจ้างผู้ดูแลหรือพยาบาลเยี่ยมบ้านเองคือการช่วยดูแลชีวิตประจำวันและหัตถการตามแผนของแพทย์ ทั้งสองอย่างใช้ร่วมกันได้ ความต่างที่สำคัญมีดังนี้

Home Ward ของโรงพยาบาล

  • แพทย์เจ้าของไข้สั่งการรักษา ปรับยา สั่งตรวจ และตัดสินใจรับกลับเข้าโรงพยาบาล
  • เริ่มได้เมื่อแพทย์ประเมินว่าเข้าเกณฑ์ และสิ้นสุดเมื่อแพทย์จำหน่ายออกจากระบบ
  • ทีมติดตามเป็นช่วงเวลา ไม่ได้อยู่ที่บ้านทั้งวัน

ผู้ดูแลหรือพยาบาลที่ครอบครัวจ้างเอง

  • อยู่ข้างท่านตามกะที่จ้าง ช่วยอาบน้ำ เช็ดตัว ป้อนอาหารและยาตามที่แพทย์สั่ง พลิกตัว เปลี่ยนผ้าอ้อม วัดสัญญาณชีพ พาเดิน
  • ไม่ได้สั่งการรักษาหรือปรับยาเอง ทำตามแผนของโรงพยาบาล
  • จ้างได้ทั้งช่วงที่อยู่ใน Home Ward และหลังจากนั้น
นักบริบาลช่วยคุณพ่อดื่มน้ำบนเตียงในห้องนอน ลูกชายยืนคุยด้วยอยู่ข้างเตียง
โรงพยาบาลดูแลส่วนการรักษา ส่วนการอยู่ข้างท่านระหว่างวัน ผู้ดูแลที่ครอบครัวจ้างช่วยได้

ใช้ร่วมกันอย่างไรให้ปลอดภัย

  • แจ้งทีม Home Ward ว่ามีผู้ดูแลที่จ้างมา บอกชื่อและกะทำงาน ให้ทีมรู้ว่าระหว่างวันใครเป็นคนรายงานอาการ
  • ให้ผู้ดูแลอ่านแผนการรักษาและรายการยาของโรงพยาบาล และบันทึกค่าที่วัดในแบบฟอร์มของโรงพยาบาล
  • ห้ามเพิ่มหรือเปลี่ยนการรักษาเอง เช่น ยา อาหารทางสาย หรือการทำแผลแบบอื่น ถ้ามีข้อสงสัยให้โทรถามทีมโรงพยาบาลก่อน
  • งานหัตถการ เช่น ให้ยาฉีดหรือทำแผลซับซ้อน ให้ทำตามแผนและช่องทางที่ทีม Home Ward จัดไว้ ถ้าคิดว่าต้องมีคนมาช่วยเพิ่มระหว่างวัน ให้ปรึกษาทีมก่อนทุกครั้ง

ถ้าอยากเข้าใจว่าพยาบาลที่จ้างเองทำอะไรได้บ้าง ดูที่ พยาบาลเยี่ยมบ้านทำอะไรได้บ้าง

7. อาการแบบไหนต้องโทรหาทีม Home Ward

ใช้เกณฑ์ที่ทีมโรงพยาบาลให้ไว้กับโรคของท่านเป็นหลัก เพราะแต่ละโรคมีค่าที่ต้องเฝ้าดูต่างกัน แนวทางทั่วไปด้านล่างช่วยให้ครอบครัวไม่ลังเลในนาทีที่ต้องตัดสินใจ

ดูแลต่อที่บ้านได้ · เฝ้าดูใกล้ชิด

  • ค่าที่วัดอยู่ในช่วงที่ทีมบอกว่าปกติ ท่านกินดื่มได้ตามปกติของท่าน รู้สึกตัวดี
  • อ่อนเพลียบ้างแต่ไม่แย่ลงกว่าวันก่อน ให้บันทึกค่าตามนัดและรายงานทีมตามรอบปกติ

โทรปรึกษาพยาบาลภายในวันนี้

  • ค่าที่วัดเริ่มออกนอกช่วงที่ทีมกำหนด หรือมีไข้ขึ้นใหม่
  • กินหรือดื่มได้น้อยลงชัดเจน ปัสสาวะน้อยลง หรือกินยาไม่ได้
  • แผล สาย หรือจุดให้ยามีบวมแดง มีน้ำซึม หรือหลุด
  • ในช่วง Home Ward "พยาบาล" ในข้อนี้หมายถึงทีมของโรงพยาบาลที่ดูแลท่าน โทรเบอร์ 24 ชั่วโมงที่โรงพยาบาลให้ไว้

ไปโรงพยาบาลหรือโทร 1669 ทันที

  • หายใจเหนื่อยหอบมากขึ้น ริมฝีปากเขียว หรือพูดเป็นประโยคไม่ได้
  • ซึมลง ปลุกไม่ค่อยตื่น สับสนขึ้นมาทันที หน้าเบี้ยว แขนขาอ่อนแรงข้างเดียว พูดไม่ชัด
  • เจ็บแน่นหน้าอก ชัก หมดสติ หรือหกล้มศีรษะกระแทก
  • อาการกลุ่มนี้ให้โทร 1669 ทันที ไม่ต้องรอโทรหาทีม Home Ward ก่อน บอกเจ้าหน้าที่ว่าท่านอยู่ในการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้านของโรงพยาบาลใด แล้วให้คนในบ้านอีกคนโทรแจ้งทีม Home Ward ควบคู่กันไป ดูวิธีเตรียมข้อมูลไว้ล่วงหน้าที่ แผนฉุกเฉิน 1669 สำหรับผู้สูงอายุ

ข้อผิดพลาดที่ครอบครัวมักทำ

  • คิดว่า Home Ward แปลว่ามีพยาบาลอยู่บ้านทั้งวัน แล้วไม่ได้จัดคนอยู่กับท่าน ผลคือท่านอยู่ลำพังในช่วงที่ยังป่วย ให้จัดตารางคนดูแลตั้งแต่ก่อนกลับบ้าน
  • ไปขอ Home Ward ที่โรงพยาบาลที่ไม่ได้รักษาท่านอยู่ การเข้าระบบเริ่มจากแพทย์ที่ดูแลการเจ็บป่วยครั้งนั้น ให้เริ่มถามจากแพทย์เจ้าของไข้
  • วัดค่าไม่ตรงเวลา หรือไม่ส่งรายงาน ทีมแพทย์ประเมินท่านจากข้อมูลที่บ้านส่งไป ถ้าข้อมูลขาด ทีมก็ตัดสินใจได้ยาก ตั้งนาฬิกาปลุกตามรอบที่นัดไว้
  • ผู้ดูแลที่จ้างมาไม่รู้แผนของโรงพยาบาล จนให้ยาซ้ำหรือให้อาหารผิดชนิด ให้ส่งแผนและรายการยาฉบับล่าสุดให้ผู้ดูแลทุกคนที่ผลัดกันมา
  • ลังเลไม่กล้าโทรตอนกลางคืน เพราะเกรงใจทีม ช่องทาง 24 ชั่วโมงจัดไว้สำหรับเวลาแบบนั้น ถ้าอาการเข้าข่ายข้อด้านบน โทรได้ทันที

เมื่อไรควรให้ทีมมืออาชีพช่วย

KIN HomeCare ไม่ใช่หน่วยบริการ Home Ward ของ สปสช. การรักษา ยา และการตัดสินใจรับกลับเข้าโรงพยาบาลเป็นของโรงพยาบาลที่ดูแลท่าน ส่วนที่ทีมของเราช่วยได้คือการดูแลประจำวันที่ครอบครัวต้องรับผิดชอบเอง ทั้งในช่วง Home Ward และหลังจากนั้น

สัญญาณว่าครอบครัวอาจต้องมีคนช่วย คือ ทุกคนต้องไปทำงานตอนกลางวัน ผู้ดูแลหลักต้องตื่นดูท่านหลายรอบทุกคืนจนไม่ได้นอน หรือแพทย์บอกว่าบ้านยังไม่มีคนพอจะรับท่านกลับแบบ Home Ward ได้

  • นักบริบาลดูแลที่บ้าน อยู่กับท่าน ช่วยกิจวัตรประจำวัน วัดและจดสัญญาณชีพตามแบบฟอร์มของโรงพยาบาล ป้อนอาหารและยาตามที่แพทย์สั่ง กะ 12 ชั่วโมง 1,800 บาทต่อวัน (กลางวัน 08:00–20:00 หรือกลางคืน 20:00–08:00) กะ 24 ชั่วโมง 2,500 บาทต่อวัน จ้างรายวันขั้นต่ำ 3 วัน มัดจำ 2,000 บาท เริ่มงานปกติภายใน 2–3 วัน มีโปรไฟล์ให้ดูก่อน ดูที่ บริการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน
  • พยาบาลวิชาชีพ กะ 12 ชั่วโมง 3,500 บาทต่อวัน สำหรับบ้านที่ต้องการพยาบาลอยู่ด้วยหลังจำหน่ายจาก Home Ward หรือหัตถการรายครั้งตามแผนของแพทย์ เริ่ม 1,200 บาท ดูที่ บริการพยาบาลที่บ้าน
  • พาไปโรงพยาบาล วันนัดติดตามหลังจำหน่าย ผู้ดูแลรับที่บ้าน อยู่ด้วยตลอด และพากลับ 1,800 บาทต่อ 8 ชั่วโมง ดูที่ บริการพาไปโรงพยาบาล

ค่าบริการของ KIN HomeCare ไม่อยู่ในสิทธิบัตรทอง เราออกใบเสร็จและใบรับรองแพทย์สำหรับยื่นเบิกประกันได้ ตามเงื่อนไขกรมธรรม์

คำถามที่พบบ่อย

Home Ward คืออะไร

Home Ward คือการดูแลแบบผู้ป่วยในที่บ้าน โรงพยาบาลรับท่านเป็นผู้ป่วยในแต่ให้รักษาตัวที่บ้าน ทีมแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลติดตามอาการทุกวัน และรับกลับเข้าโรงพยาบาลได้เมื่ออาการแย่ลง กรมการแพทย์กำหนดให้มีมาตรฐานเทียบเคียงการนอนโรงพยาบาล

Home Ward สปสช. 2569 มีโรคอะไรบ้าง

สปสช. กำหนดเป็นกลุ่มรหัสโรคตามประกาศ และมีการปรับปรุงในปี 2569 รายการจึงเปลี่ยนได้ ตัวอย่างภาวะที่กรมการแพทย์มีแนวทางไว้ เช่น ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ปอดอักเสบ แผลกดทับ และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังกำเริบ ให้ถามแพทย์เจ้าของไข้ว่าโรคของท่านเข้าเกณฑ์หรือไม่ หรือโทรสายด่วน สปสช. 1330

สมัคร Home Ward เองได้ไหม

ไม่ได้ ต้องเริ่มจากแพทย์เจ้าของไข้ประเมินว่าท่านเข้าเกณฑ์ อาการคงที่ และบ้านพร้อม แล้วตัดสินใจร่วมกับท่านและครอบครัว ครอบครัวขอให้แพทย์พิจารณาได้ และควรถามตั้งแต่ช่วงที่ท่านยังนอนโรงพยาบาล

Home Ward ใช้เวลานานกี่วัน

ไม่มีจำนวนวันเดียวสำหรับทุกคน แพทย์กำหนดตามโรค อาการ ผลตรวจ และเกณฑ์จำหน่ายของโรงพยาบาล เมื่ออาการดีขึ้นตามเกณฑ์ แพทย์จะจำหน่ายท่านออกจากระบบ Home Ward และนัดติดตามต่อ ถามแพทย์ตั้งแต่วันแรกว่าคาดไว้ประมาณกี่วัน ครอบครัวจะได้วางแผนลางานและจัดคนดูแลได้

Home Ward ครอบคลุมค่าอะไร และอะไรต้องจ่ายเอง

ข้อมูล ณ ตุลาคม 2569 สปสช. จ่ายค่าบริการ Home Ward ให้โรงพยาบาลในระบบบัตรทอง ส่วนค่าใช้จ่ายนอกชุดบริการ เช่น ของใช้ส่วนตัว อุปกรณ์ที่โรงพยาบาลไม่ได้จัดให้ การเดินทาง หรือผู้ดูแลที่ครอบครัวจ้างเอง ให้ถามฝ่ายสิทธิของโรงพยาบาลก่อนเริ่มว่ารายการใดครอบครัวต้องจ่าย หรือโทรสายด่วน สปสช. 1330

ถ้าดูแลที่บ้านไม่ไหว ขอกลับไปนอนโรงพยาบาลได้ไหม

ปรึกษาทีมได้ Home Ward เริ่มจากความยินยอมของท่านและครอบครัว ถ้าสถานการณ์ที่บ้านเปลี่ยน เช่น ผู้ดูแลป่วยหรือรับมือไม่ไหว ให้โทรแจ้งทีม Home Ward เพื่อประเมินใหม่และตกลงวิธีกลับเข้าโรงพยาบาล ถ้ามีอาการฉุกเฉินให้โทร 1669 ทันที

KIN HomeCare ให้บริการ Home Ward ไหม

ไม่ KIN HomeCare ไม่ใช่หน่วยบริการ Home Ward ของ สปสช. เราให้บริการนักบริบาล พยาบาลวิชาชีพ กายภาพบำบัด และพาไปโรงพยาบาล ซึ่งครอบครัวใช้ร่วมกับ Home Ward ของโรงพยาบาลได้

ปรึกษาทีม KIN HomeCare

ถ้าแพทย์กำลังจะให้คุณพ่อคุณแม่กลับมารักษาต่อที่บ้าน แล้วบ้านยังไม่มีใครอยู่กับท่านได้ทั้งวัน โทรมาคุยกันก่อนได้ เล่าให้ฟังว่าโรงพยาบาลนัดติดตามแบบไหนและครอบครัวว่างช่วงใด ทีมจะช่วยดูว่าควรเติมคนดูแลช่วงไหนให้ครบ

  • โทร 061-881-9399 (นักบริบาล · พยาบาลวิชาชีพ · พาไปโรงพยาบาล)
  • LINE @KINHOMECARE
  • ประเมินราคานักบริบาลหรือพยาบาลด้วยตัวเองที่ แบบฟอร์มขอใช้บริการ
  • ปรึกษาฟรี ให้บริการนักบริบาลและพยาบาลถึงบ้านทั่วประเทศ ค่าเดินทางตามพื้นที่ เจ้าหน้าที่แจ้งก่อนยืนยันงาน

ข้อมูลสิทธิ ณ ตุลาคม 2569 · ข้อมูลนี้เพื่อความรู้ทั่วไปสำหรับครอบครัว ไม่ใช้แทนคำแนะนำของแพทย์ที่ดูแลคุณพ่อคุณแม่ และสิทธิของแต่ละท่านให้ยืนยันกับโรงพยาบาลหรือ สปสช.

เขียนโดย พว.อรฤทัย บุญตวง (ว.5311192883) · ตรวจทานโดย พญ.กมลฉัตร โชคถนอมทรัพย์ (ว.40854) · ราคาอ้างอิงเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 โปรดยืนยันกับเจ้าหน้าที่ก่อนใช้บริการ